จักรพรรดิเหยียนฟาดฎีกาลงบนโต๊ะอย่างแรง
“เหลวไหล!”
“ลู่เฉินเพิ่งถูกคนตีจนตาย เจ้ายังกล้ามาบีบบังคับให้เราถอนหมั้นอีกหรือ?”
“เกียรติแห่งราชวงศ์อยู่ที่ใด?”
ซูชิงเหยากัดริมฝีปาก “เสด็จพ่อ ลูกไม่อยากแต่งกับคนตาย!”
“เขาไร้ความสามารถก็ช่างเถิด ในเมื่อคนตายไปแล้ว ลูกก็ไม่คิดจะพูดอะไรอีก”
“แต่เขาตายไปแล้ว ลูกยังต้องเป็นม่ายให้เขาด้วยหรือ?”
“เป็นม่ายแล้วอย่างไร?”
จักรพรรดิเหยียนสีหน้าหม่นคล้ำ “กั๋วกงหนิงเคยช่วยชีวิตเราถึงสามครั้ง ทั้งยังรับดาบแทนเรา!”
“หากไม่มีเขา ก็ไม่มีแคว้นต้าเหยียนในวันนี้!”
“เรายกลูกให้ลู่เฉิน ก็เพื่อทดแทนบุญคุณ!”
“บัดนี้เขาเพิ่งตาย เจ้ากลับร้อนใจให้เรามีราชโองการยกเลิกการแต่งงานของเจ้ากับเขาเสียแล้ว”
“เจ้าไม่กลัวหรือว่าผู้คนทั่วหล้าจะประณามเราสองพ่อลูกจนไม่เหลือชิ้นดี?”
ซูชิงเหยาโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ “แต่กั๋วกงหนิงเป็นวีรบุรุษ ก็ไม่ได้หมายความว่าลู่เฉินจะเป็นวีรบุรุษด้วย!”
“คนที่ลูกต้องแต่งด้วยคือลู่เฉิน ไม่ใช่กั๋วกงหนิง!”
จักรพรรดิเหยียนโกรธจนหันหน้าหนี ไม่สนใจนาง
เด็กคนนี้ถูกเขาตามใจจนเสียคนเสียแล้ว
เขาหยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ใส่ใจ สีหน้ากลับหม่นลงอีกครั้ง
“เงินแปดแสนตำลึงถูกเบิกออกจากกรมคลังไปตั้งสองเดือนแล้ว”
“ทางตะวันตกเฉียงเหนือยังกล้าบอกว่าไม่ได้รับอีกหรือ?”
“พวกสารเลวนี่ แม้แต่เงินเบี้ยหวัดทหารก็ยังทำหายได้!”
เฉาเต๋อไห่กล่าวเสียงเบา “ฝ่าบาท กรมคลังแจ้งว่าเงินถูกส่งให้กรมขนส่งแล้ว และให้พ่อค้าเกลือแลกเป็นเงินก่อนส่งไปยังตะวันตกเฉียงเหนือพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่แม่ทัพเหนียนส่งฎีกาด่วนติดต่อกันถึงสามฉบับ ล้วนแจ้งว่าทหารชายแดนยังไม่ได้รับเงินแม้แต่เหรียญเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้กำลังตรวจสอบอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเหยียนโยนฎีกาไปด้านข้างอย่างหงุดหงิด
“ตรวจสอบ!”
“เราอยากเห็นนักว่าเงินแปดแสนตำลึงมีปีกงอกแล้วหรือไร!”
ซูชิงเหยาเห็นดังนั้นก็โกรธจนกระทืบเท้าอยู่กลางท้องพระโรง
“เสด็จพ่อ สนพระทัยลูกบ้างสิ!”
จักรพรรดิเหยียนปรายตามองนาง ก่อนจะเอ่ยปากไล่ ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงรายงานดังมาจากนอกประตู
“ฝ่าบาท!”
“ซื่อจื่อแห่งกั๋วกงหนิง ลู่เฉิน ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิเหยียนผุดลุกขึ้นทันที
“ลู่เฉิน?”
“เขายังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“ทูลฝ่าบาท ซื่อจื่อบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
โทสะบนใบหน้าจักรพรรดิเหยียนพลันมลายหายไป
“รีบให้เข้ามา!”
ครู่ต่อมา
ลู่เฉินสวมชุดขุนนางเปื้อนเลือด ก้าวช้า ๆ เข้ามาในห้องทรงพระอักษร
“กระหม่อมลู่เฉิน ขอถวายบังคมฝ่าบาท!”
จักรพรรดิเหยียนเสด็จลงจากแท่นประทับด้วยพระองค์เอง
“เสี่ยวเฉิน!”
“ไม่ต้องมากพิธี!”
เขาเห็นเลือดซึมจากเอวของลู่เฉิน ก็ขมวดคิ้วแน่น
“บาดเจ็บถึงเพียงนี้ เหตุใดยังเข้าวังมาอีก?”
“เฉาเต๋อไห่ ประทานที่นั่ง!”
ลู่เฉินไม่ได้ลงนั่ง กลับคุกเข่าลงแทน
“วันนี้กระหม่อมเข้าวังมาเพื่อช่วยบิดาพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิเหยียนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “เจ้าลุกขึ้นก่อน เรื่องของบิดาเจ้า เราทราบแล้ว”
“เขานำทหารไปปิดล้อมที่ว่าการจิงจ้าว ทั้งยังทำร้ายขุนนางราชสำนัก ถือเป็นความผิดใหญ่หลวง”
“แม้มีความดีความชอบ ก็ไม่ควรก่อเรื่องเช่นนี้!”
ซูชิงเหยายืนอยู่ด้านข้าง พลางหัวเราะเยาะ “เสด็จพ่อ!”
“ลูกบอกแล้วอย่างไรเล่า!”
“ลู่เฉินถูกผู้อื่นรังแกทีไร ก็รู้จักแต่ไปหาผู้ใหญ่ให้ช่วยออกหน้าแทน!”
“คราวนี้กั๋วกงหนิงก่อเรื่องใหญ่ เขาก็วิ่งมาขอร้องเสด็จพ่ออีก!”
ลู่เฉินหันไปมอง
เห็นเด็กสาวในชุดกระโปรงนางกำนัลยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว รูปโฉมงดงามโดดเด่น ขอบตายังมีรอยน้ำตา
แต่ยามนางมองลู่เฉิน แววตากลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ลู่เฉินจำได้ว่าเป็นซูชิงเหยา องค์หญิงหกแห่งราชสำนัก
คู่หมั้นของตน
แต่เดิมร่างนี้ถูกซ้อมเสียจนอาการร่อแร่ เกือบเอาชีวิตไม่รอด แล้วเหตุใดนางกลับทำท่าราวกับเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง?
“องค์หญิงตรัสจบแล้วหรือ?”
ซูชิงเหยาชะงัก แต่ก่อนขอเพียงนางเอ่ยปาก ลู่เฉินก็จะก้มหน้ายอมรับผิด
วันนี้กลับกล้าถามย้อนหรือ?
“อะไร? ข้าพูดผิดหรือ?”
“ไม่ผิด”
ลู่เฉินพยักหน้า “บิดาข้านำทหารบุกโจมตีที่ว่าการ มีความผิดจริง”
สิ้นคำ
จักรพรรดิเหยียนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ซูชิงเหยาก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน
ลู่เฉินกล่าวต่อ “กั๋วกงทำผิด ย่อมมีโทษเช่นเดียวกับสามัญชน”
“กระหม่อมมิได้ขอให้ฝ่าบาททรงลำเอียง เพียงขอให้ทรงตรวจสอบความจริงให้กระจ่าง แล้วประทานโอกาสให้กระหม่อมไถ่โทษด้วยการสร้างความดีความชอบพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ประคองถวายด้วยสองมือ
“ฝ่าบาท นี่เป็นเอกสารที่ผู้ดูแลจวนสกุลหลิ่วส่งมาให้ในวันนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เฉาเต๋อไห่รีบรับไปถวายจักรพรรดิเหยียน
จักรพรรดิเหยียนคลี่ออกอ่าน สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
“เมาสุราจนพลัดตกหกล้ม?”
“ไม่เกี่ยวกับหลิ่วขุยหรือ?”
ลู่เฉินเลิกคอเสื้อ เผยให้เห็นรอยฟกช้ำเป็นปื้นใหญ่บนหัวไหล่
“ฝ่าบาท”
“กระหม่อมซี่โครงหักสามซี่ ท้ายทอยได้รับบาดเจ็บ เกือบสิ้นชีวิตพ่ะย่ะค่ะ!”
“หลิ่วขุยไม่เพียงไม่ยอมรับผิด ยังส่งคนมอบเงินห้าสิบตำลึงให้กระหม่อม เพื่อให้กระหม่อมยอมรับว่าตนหกล้มบาดเจ็บเอง”
“หากกระหม่อมตายไปจริง ๆ”
“เมื่อประทับตราลงในหนังสือรับรองฉบับนี้แล้ว มิเท่ากับไม่มีผู้ใดกล้าสืบหาตัวฆาตกรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จักรพรรดิเหยียนฟาดเอกสารลงบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรง
“สารเลว!”
“หลิ่วฉวนหมิงสั่งสอนบุตรชายอย่างไร!”
ลู่เฉินประสานมืออีกครั้ง “บิดากระหม่อมเป็นห่วงบุตรจนเกินไป การบุกเข้าไปในที่ว่าการจิงจ้าวย่อมสมควรถูกลงโทษพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่หลิ่วขุยทำร้ายบุตรหลานตระกูลขุนนางจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งยังสั่งให้บ่าวไพร่ปลอมแปลงหนังสือรับรอง”
“เรื่องนี้ไม่สมควรตรวจสอบหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จักรพรรดิเหยียนทอดพระเนตรเอกสารฉบับนั้น
เนิ่นนานก็ยังไม่ตรัสสิ่งใด
ซูชิงเหยาทนไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น “เสด็จพ่อ น้าของหลิ่วขุยคือพระสนมลี่...”
จักรพรรดิเหยียนหันขวับ
“พระสนมลี่แล้วอย่างไร?”
“นางเป็นพระสนม แล้วสกุลหลิ่วจะฆ่าคนโดยไม่ต้องชดใช้ชีวิตได้หรือ?”
ซูชิงเหยาสะดุ้ง รีบหุบปากทันที
ลู่เฉินเห็นดังนั้นก็ไม่ได้กล่าวเสริมให้เรื่องราวบานปลาย
เขามองออกแล้ว
จักรพรรดิเหยียนมิได้หวั่นเกรงว่าจะล่วงเกินสกุลหลิ่ว
สิ่งที่ทำให้พระองค์ลำบากพระทัย คือกั๋วกงหนิงนำทหารบุกเข้าไปในที่ว่าการจริง ๆ
หากเรื่องนี้บานปลาย ก็แทบไม่ต่างจากการก่อกบฏ
หากเอาแต่ร้องขอความเมตตา ย่อมทำให้จักรพรรดิทรงลำบากพระทัย
ดังนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นเอง “ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีรับโทษแทนบิดาพ่ะย่ะค่ะ!”
“ความผิดฐานบุกที่ว่าการ กระหม่อมมิกล้าปัดความรับผิด”
“แต่บิดากระหม่อมมิได้สั่งให้ทหารองครักษ์ทำร้ายผู้ใด ทั้งยังมิได้หลบหนีการจับกุมของทหารรักษาพระองค์”
“ขอฝ่าบาททรงเห็นแก่ที่เขายอมมอบตัวโดยดี และโปรดลงโทษสถานเบาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเหยียนฟังจบก็ถอนพระปัสสาสะ “เจ้ารู้ความยิ่งกว่าบิดาของเจ้า”
“สมัยอยู่ในค่ายทหาร วัวดุร้ายตัวนั้นก็ไล่ตีผู้คนไปทั่ว”
“ยามนี้ได้ยินว่าบุตรชายคนเดียวถูกตีจนตาย หากไม่คลุ้มคลั่งสิจึงจะแปลก!”
จักรพรรดิเหยียนหันไปทอดพระเนตรเฉาเต๋อไห่
“ถ่ายทอดราชโองการของเรา!”
“กั๋วกงหนิงบุกที่ว่าการจิงจ้าว ลงโทษตัดเบี้ยหวัดสองปี กักบริเวณสำนึกผิดหนึ่งเดือน!”
“เห็นแก่ที่เขาห่วงใยบุตร และมิได้ปล่อยให้ทหารทำร้ายผู้ใด ให้ปล่อยตัวทันที!”
เฉาเต๋อไห่ก้มกาย “ข้าน้อยน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
แววตาลู่เฉินพลันสว่างวาบ
“กระหม่อมขอบพระทัยในพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิเหยียนกลับโบกพระหัตถ์
“อย่าเพิ่งรีบขอบใจ”
พระองค์หยิบหนังสือรับรองบนโต๊ะขึ้นมา น้ำเสียงเย็นเยียบลง
“ถ่ายทอดราชโองการอีกฉบับ หลิ่วขุยต้องสงสัยว่าทำร้ายซื่อจื่อแห่งกั๋วกงหนิง ส่วนจวนสกุลหลิ่วก็มีข้อสงสัยว่าปลอมแปลงหนังสือรับรอง!”
“คดีนี้ให้กรมอาญาร่วมกับศาลต้าหลี่ตรวจสอบ”
“หลิ่วฉวนหมิง ผู้ว่าการจิงจ้าว ให้หลีกเลี่ยงการพิจารณาคดีนี้ ห้ามสอดมือเข้ามายุ่ง!”
“ผู้ใดกล้าใช้อำนาจช่วยเหลือพวกพ้อง เราจะจัดการผู้นั้น!”
ลู่เฉินคำนับอีกครั้ง
“ฝ่าบาททรงพระปรีชาญาณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”
ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจโล่งอก
บิดาถูกช่วยออกมาแล้ว
หลิ่วขุยก็อย่าหวังจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงการหยอกล้อกันระหว่างคนรุ่นเยาว์
จักรพรรดิเหยียนเห็นใบหน้าซีดขาวของเขา จึงโบกพระหัตถ์ “ลุกขึ้นเถิด”
“กลับไปรักษาบาดแผลให้หายดี”
“อย่าให้บิดาเจ้าบุกมารื้อห้องทรงพระอักษรของเราอีก!”
ลู่เฉินยิ้มรับ
ขณะกำลังจะทูลลา
ซูชิงเหยาพลันตาเป็นประกาย
“เสด็จพ่อ การปล่อยกั๋วกงหนิงโดยฝืนกฎ ย่อมถูกผู้คนครหาได้”
“ในเมื่อเมื่อครู่เขากล่าวว่าจะไถ่โทษด้วยการสร้างความดีความชอบ มิสู้มอบเรื่องเงินหลวงที่หายไปให้เขาจัดการ”
“กั๋วกงหนิงปล่อยตัวได้ แต่หากทำงานไม่สำเร็จ ก็ลงโทษรวมทุกความผิด แล้วใช้เรื่องนี้เอาผิดเขาเสีย”
แววตาลู่เฉินไหววูบ
ฉันก็ไม่ได้ไปทำอะไรให้เธอสักหน่อยไม่ใช่หรือ?
ทำไมถึงคอยหาเรื่องฉันอยู่ได้?
