“บ้าจริง ฉันจะตื่นเต้นไปทำไมกัน?”
“ต่อให้เป็นสำนักกระบี่สวรรค์ ก็ไม่มีทางสืบรู้ว่าฉันวางเห็ดหลินจืออสูรไว้ให้ไป๋อวี่เหยา”
“ฉันไม่เห็นต้องตื่นเต้นเลยสักนิด”
ไป๋หมิงเซวียนปลอบใจตัวเองเช่นนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น ลางสังหรณ์ไม่ดีก็ยังติดตามเขาไม่ยอมหาย
เขาลุกขึ้นเดินวนไปมาในห้องฝึก หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
และในตอนนั้นเอง
ราวกับลางสังหรณ์ของเขาเป็นจริง เสียงหนึ่งก็ดังกังวานไปทั่วท้องฟ้าเหนือทั้งตระกูลไป๋โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ไป๋หมิงเซวียน ออกมารับความตายซะ!”
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับกึกก้องราวฟ้าผ่า
ทะลวงผ่านม่านค่ายกลที่ปกคลุมตระกูลไป๋ทีละชั้น
ดังก้องไปทั่วทุกมุมของตระกูลไป๋
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ร่างของไป๋หมิงเซวียนพลันแข็งทื่อ
เขายืนนิ่งงันอยู่กับที่ ราวกับถูกฟ้าผ่าใส่
เขาจำได้ว่านั่นคือเสียงของเจียงเทียน
ส่วนเหตุผลที่อีกฝ่ายจู่ ๆ ก็บุกมาถึงตระกูลไป๋
มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
นั่นคือเจียงเทียนรู้เรื่องที่เขาลงมือกับไป๋อวี่เหยาแล้ว
“เป็นไปได้ยังไง...”
ริมฝีปากของไป๋หมิงเซวียนสั่นระริก เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทราย
ความหวาดกลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถาโถมเข้ากลืนกินเขาในพริบตา
ขณะเดียวกัน
ทั้งตระกูลไป๋ก็พลันสั่นสะเทือน
ตอนเจียงเทียนเปล่งเสียง กลิ่นอายของเขาแผ่กระจายออกมาโดยไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย
แรงกดดันจากปรมาจารย์ใหญ่ขั้นเก้าทะลักลงมาราวคลื่นยักษ์
จวนตระกูลไป๋ทั้งหลังสั่นสะท้านไปพร้อมกัน
คนหลายร้อยคนในตระกูลไป๋ล้วนถูกแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวกดจนแทบหายใจไม่ออก
บ่าวรับใช้ที่มีระดับการฝึกตนต่ำบางคนถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น เลือดซึมจากมุมปาก
