“ทุกคนเตรียมพร้อมรบ!” อังเฌผุดลุกขึ้น สั่งหญิงสาวทั้งสอง “ไป๋ถง แจ้งทุกหน่วยเดี๋ยวนี้ ตั้งแนวป้องกัน! เสิ่นเมิ่งเยว่ รีบใช้พยากรณ์ภัยอันตราย!”
“รับทราบ หัวหน้า!”
เสิ่นเมิ่งเยว่หลับตา ประสานมือเข้าด้วยกัน
แสงสีฟ้าอ่อนแผ่ออกจากหว่างคิ้วของเธอ ก่อนจะควบแน่นกลางอากาศกลายเป็นอักขระลึกลับนับไม่ถ้วน
อักขระหมุนวนและจัดเรียงใหม่ ราวกับกำลังจำลองความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน
ครู่ต่อมา เธอลืมตาขึ้น สีหน้าพิกล
อังเฌถาม “สถานการณ์เป็นยังไง?”
เสิ่นเมิ่งเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “หัวหน้า คำพยากรณ์ภัยอันตรายบอกฉันว่า... การต่อสู้ครั้งต่อไปนี้มีโอกาสเกิดอันตรายเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์”
อังเฌชะงัก สีหน้าเผยแววไม่อยากเชื่อ
“ศูนย์?”
“ศูนย์ค่ะ” เสิ่นเมิ่งเยว่ย้ำ น้ำเสียงเจือความสับสน “พูดตามตรง ฉันก็เพิ่งเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้กองรถเนี่ยผานก็เคยเจอฝูงหนูกลายพันธุ์ขนาดเล็ก ที่เมืองอันผิงครั้งก่อน ขนาดฝูงพอ ๆ กัน แต่โอกาสเกิดอันตรายสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทว่าครั้งนี้... คำพยากรณ์บอกว่าไม่มีอันตรายเลย”
“ไม่มีเลย?”
“ไม่มีเลยค่ะ” เสิ่นเมิ่งเยว่ขมวดคิ้ว “เหมือนมีคนถางทางข้างหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเราแค่เดินตามไปก็พอ”
อังเฌเงียบไปหลายวินาที ก่อนดันแว่นกรอบทองขึ้น
“ไม่ว่าจะมีอันตรายหรือไม่ เราก็ต้องทุ่มสุดกำลัง นี่คือหลักสำคัญที่ทำให้กองรถเนี่ยผานรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้”
เสิ่นเมิ่งเยว่ไม่ตอบ เพียงขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
……
ไม่นาน หน่วยคุ้มกันก็หิ้วปืนลงจากรถ แล้วตั้งแนวป้องกันเป็นรูปโค้งรอบนอกขบวนรถ
แผงกั้น ลวดหนาม ถังน้ำมัน อะไรที่ใช้ได้ก็เอามาใช้ทั้งหมด
ปืนกลถูกตั้งไว้บนหลังคารถ หันปากกระบอกไปทางที่ฝูงหนูบุกมา
ขวงเถี่ยได้รับแจ้งจากไป๋ถง จึงวิ่งมาจากรถขนส่ง กำปั้นทั้งสองมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ สีหน้าดุดัน
“แม่งเอ๊ย มาได้จังหวะพอดี! ฉันอัดอั้นจนไฟสุมอก ได้ระบายกับพวกหนูนี่แหละ!”
