ฉินรั่วหลานเดินไปหยุดหน้ารถบ้านหุ้มเกราะ แล้วเคาะประตู
ประตูรถเปิดออก หลี่อวิ๋นโผล่หน้าออกมา ผมเผ้ายุ่งเล็กน้อย ใบหน้ายังแดงระเรื่อจากอาการงัวเงีย
“คุณฉิน?”
“ไปบอกหลินเย่ ก่อนข้ามสะพานต้องเข้าประจำตำแหน่งให้ได้ เขาเป็นหัวหอก นำทีมเอง”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันไปเรียก”
หลี่อวิ๋นหันกลับเข้าไป
ไม่นาน หลินเย่ก็ลงมาจากชั้นสอง ผมยังเปียกชื้น เห็นได้ชัดว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
หลินเสี่ยวเดินตามหลังเขามา ชุดกะลาสีถูกเปลี่ยนกลับเป็นเสื้อผ้าของตัวเองแล้ว แต่ฝีเท้ายังโซเซ ก้มหน้าไม่กล้ามองใคร
ฉินรั่วหลานพิงประตูรถ กวาดตามองทั้งคู่แล้วกระตุกยิ้ม “ดูท่าคืนก่อนจะยุ่งกันน่าดูเลยนะ ทำไมไม่เรียกพี่สาวไปช่วยล่ะ?”
หลินเย่กลอกตาใส่เธอ ขี้เกียจจะสนใจ
เขากล้าเรียก แล้วเธอกล้ามาจริงหรือไง?
ทั้งฉินรั่วหลานกับเหวยนีน่าก็มีแต่ปากเก่งกันทั้งนั้น
เห็นหลินเย่ไม่รับมุก ฉินรั่วหลานจึงเลิกหยอกเขา แล้วพูดต่อว่า “อีกอย่าง หัวหน้าทีมบอกว่าเดี๋ยวขวงเถี่ยจะไปบุกนำกับนายด้วย”
“อืม”
สิบนาทีต่อมา ขบวนรถก็ข้ามสะพานไป
อีกฝั่งของสะพานคือถนนรอบนอกเมืองไป๋เหอ อาคารสองข้างทางเรียงราย ร้านรวงทรุดโทรม เศษกระจกกับซากรถขึ้นสนิมเกลื่อนพื้น
หมอกขาวลอยต่ำจนทัศนวิสัยเหลือไม่ถึง 50 เมตร
หลินเย่ขับรถบ้านหุ้มเกราะนำขบวน ขวงเถี่ยขี่มอเตอร์ไซค์ดัดแปลงประกบอยู่ด้านข้าง
เฉินเฟิงเข็นรถคันเล็กของเฉินอวี่อยู่ตรงกลาง ส่วนหลี่อวิ๋นกับเย่ชิงชิงอยู่ในห้องโดยสารท้ายรถบ้าน
ถัดไปด้านหลัง ไป๋ถงพาฉินรั่วหลานกับเหวยนีน่าตามมาโดยเว้นระยะห่างพอสมควร
อังเฌคุมท้ายขบวน
ขบวนรถเคลื่อนผ่านไปสามช่วงถนน นอกจากเสียงขยะถูกลมพัดครูดไปตามพื้น ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่น