ลั่วเหวินเชิงไม่พูดอะไรสักคำ ดูราวกับสายตาทั้งสองจ้องอยู่ที่เอกสารที่กางออก ไม่มีทีท่าจะสนใจแม้แต่น้อย
แต่ฟู่หมิงเค่อนั่งไม่ติดจริงๆ แล้ว
“ไปกันเถอะ ฉันจะไปเป็นเพื่อนเธอด้วย อย่าให้เป็นใครมาหาเรื่องจริงๆ ก็แล้วกัน ”
ลั่วเหวินเชิงก็ตามฟู่หมิงเค่อลงไป
ก็ถือว่าไปส่งแขกคนสำคัญท่านนี้แล้วกัน
ฉู่หลีรู้ว่าตอนที่ลั่วเหวินเชิงเลิกงานจะนั่งลิฟต์ตัวไหนลงมา
ช่องลิฟต์หมายเลขสามที่ใกล้ที่จอดรถของเขาที่สุด พอออกมาก็จะเห็นตำแหน่งรถทันที
ห่างกันไม่ถึงยี่สิบเมตร
ฉู่หลีสายตาดีเอาเรื่องเลย
เห็นตัวเลขบนลิฟต์กำลังขยับ ก็รู้ได้ว่ามีคนลงมา
จากนั้นเขาก็จะจ้องมอง
ถึงคนที่ออกมาจะไม่ใช่คนที่อยากเจอก็คงไม่ผิดหวัง
ลั่วเหวินเชิงกำลังทำงานอยู่
เขารู้
ยังไงเขาก็ต้องลงมาสักวัน
นานแค่ไหนก็รอได้
ฉู่หลีมองตัวเลขบนลิฟต์กระโดดเปลี่ยน
ลิฟต์ที่กำลังเลื่อนลงด้วยความเร็วคงที่นั้น ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
อาจจะเป็นเวลาใกล้สี่ทุ่มแล้ว ลั่วเหวินเชิงถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้วจริงๆ
เขาถึงกับเหยียบดับบุหรี่ครึ่งมวนที่ยังสูบไม่หมดในปากไว้ล่วงหน้า
ก้มหน้ามองเห็นขี้เถ้าบุหรี่และก้นบุหรี่เกลื่อนพื้น รู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
ทำไมถึงทำให้ข้างรถของลั่วเหวินเชิงเป็นแบบนี้
แต่เขาไม่ทันเก็บกวาดที่เกิดเหตุแล้ว
ประตูลิฟต์เปิดออก
ฉู่หลีหันหน้าไปมองก่อนโดยไม่รู้ตัว
คนที่เดินออกมาข้างในคือลั่วเหวินเชิงวัยยี่สิบห้าปี
แม้แต่ในชาติที่แล้วฉู่หลีก็ไม่เคยเห็น ลั่วเหวินเชิงที่ยังหนุ่มขนาดนั้น
แบบมีชีวิต
ที่จริงฉู่หลีซ้อมในใจไว้หลายฉากสำหรับการเจอลั่วเหวินเชิงครั้งแรก
