“โจวหลิน บนหน้าเธอมีอะไรน่ะ!”
“หน้าฉันเป็นอะไร?”
โจวหลินยกมือขึ้นคลำใบหน้า แต่ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ
ทว่าสีหน้าของเพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างหน้ากลับเห็นได้ชัดว่าไม่ปกติ
พวกเขากำลังหัวเราะเยาะเธอ
“บนหน้าเขียนคำว่าไอ้โง่อยู่แน่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ”
ชายหญิงที่นั่งโต๊ะข้างหน้าทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงหัวเราะออกมา
เสียงหัวเราะนั้นดึงดูดความสนใจของเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ
ทุกคนมองเห็นตัวอักษรบนใบหน้าของโจวหลิน
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ยิ่งมากขึ้น ดังขึ้น และแหลมเสียดหูขึ้น
โจวหลินที่ถูกเสียงหัวเราะเยาะล้อมรอบรีบหยิบกระจกบานเล็กออกมาส่องดู
วินาทีต่อมา เธอก็ยกมือปิดหน้าแล้วร้องไห้วิ่งออกจากห้องเรียนไป
ส่วนจางเฟิงก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
แม้จะเป็นฝีมือเขา แต่คนอื่นก็ไม่มีหลักฐาน
จะโทษก็ต้องโทษโจวหลินที่ดันมาหาเรื่องเขาเอง
เพราะจางเฟิงเป็นคนที่ใครหยุดเขาไว้ เขาก็เอาคืนเสมอ
“พี่เฟิง เที่ยงนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหม”
หวังเฮ่า เพื่อนร่วมห้องพักของจางเฟิง เดินเข้ามาหา
พร้อมกับเพื่อนร่วมห้องพักคนอื่น ๆ
พวกเขาเลือกเข้ามาโอบไหล่คล้องคอชวนกันไปกินข้าว ในช่วงที่ชื่อเสียงของจางเฟิงย่ำแย่ที่สุด
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องการแสดงให้เห็นว่าคนในห้องพักเดียวกันสามัคคีกัน
และจะไม่ตีตัวออกห่างจากจางเฟิงเพราะเรื่องก่อนหน้านี้
ดังนั้นจางเฟิงจึงไม่มีทางถูกเพื่อนร่วมชั้นกีดกัน
“ไม่กินแล้ว ไม่ค่อยอยากอาหาร”
เมื่อคืนเขานั่งแท็กซี่ไปบ้านซ่งเฟย ค่าเดินทางไปกลับแพงเอาเรื่อง เพราะอย่างนั้นเขาจึงต้องประหยัด
“เที่ยงนี้มีน่องไก่ทอดนะ”
พอได้ยินว่ามีน่องไก่ทอด จางเฟิงก็หรี่ตาลง
นี่เป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่อย่างในโรงอาหารที่จางเฟิงชอบกิน
เที่ยงนี้เขาต้องได้กินฟรีให้ได้
และเพราะมีวิธีกินฟรี เขาถึงไม่ไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมห้องพัก
ยังไงเวลาที่แต่ละคนกินข้าวก็ไม่ตรงกันอยู่แล้ว
.....
....
ไม่นานเสียงกริ่งเข้าเรียนก็ดังขึ้น ทุกคนกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
คนอื่น ๆ ตั้งใจเรียนกัน
ส่วนจางเฟิงกำลังคิดเรื่องมื้อเที่ยง
