เย่เจ๋อหลิงก็รับสารภาพอย่างรวดเร็ว การลงมือฆ่าพี่ชายที่รักที่สุดด้วยมือตัวเองทำให้เธอทุกข์ทรมานใจ ดังนั้นก่อนที่ฝางรุ่ยกับพวกจะทันได้ซักถามอะไรมาก เย่เจ๋อหลิงก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตามความจริง
คำให้การของเธอแทบไม่ต่างจากคำให้การของหลิวเจียเล่อ
ฝางรุ่นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามต่อว่า “คุณเย่ กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ในมือผู้ตายเป็นพวกคุณวางไว้หรือเปล่า?”
“กระดาษอะไรคะ?”
ฝางรุ่ยรู้สึกว่าคดีนี้ยังมีข้อสงสัยที่ไม่ได้คลี่คลายอยู่
แต่ทุกคนต่างจมดิ่งอยู่กับความยินดีที่ไขคดีได้สำเร็จ
จางเฉียงพูดอย่างทอดถอนใจว่า “เฮ้อ! ในที่สุดคดีนี้ก็คลี่คลายสักที คิดไม่ถึงเลยว่าเย่เจ๋อหลิงจะเล่นละครเก่งขนาดนี้ ผมเกือบโดนเธอหลอกเข้าแล้ว!”
“นั่นสิ เธอกอดศพพี่ชายร้องไห้ฟูมฟายขนาดนั้น ใครจะคิดว่าฆาตกรคือตัวเธอเอง! แต่เธอก็ซวยเหมือนกันนะ ถ้ายอมมอบตัวแต่แรก อย่างมากก็โดนตัดสินฐานทำให้คนตายโดยประมาท แต่นี่ดันทำเรื่องให้ซับซ้อนขึ้นมา คงโดนเพิ่มโทษอีกหลายปีแน่”
“พวกคุณลืมไปหรือเปล่าว่าเธอเป็นนักแสดงละครเต้นรำ ตอนนั้นผมก็รู้สึกแล้วว่าเธอแปลก ๆ คนปกติที่ไหนจะร้องไห้แบบนั้น”
“แล้วทำไมตอนนั้นไม่พูดออกมาล่ะ ถ้าพูด พวกเราก็คงไขคดีได้ตั้งแต่แรกแล้วสิ”
“ก็...ตอนนั้นยังไม่มีหลักฐานนี่!”
“ต้องยอมรับเลยว่าหัวหน้ากับนิติเวชมู่เก่งจริง ๆ ถ้าเป็นพวกเราไปสืบคดีนี้ มีหวังคิดว่าเป็นแค่เหตุไฟไหม้ธรรมดาแน่”
ทุกคนต่างเตรียมฉลองที่ไขคดีใหญ่ได้สำเร็จ แต่ฝางรุ่ยกลับไม่ได้ดีใจเหมือนพวกเขา
เพราะเขาจำได้ว่ามู่เหมี่ยนเคยบอกว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจเชิงกล แม้สมองบาดเจ็บก็อาจทำให้ขาดอากาศหายใจได้ แต่ตอนนั้นมู่เหมี่ยนไม่ได้เน้นย้ำเรื่องนี้ แสดงว่าบาดแผลนั้นไม่ใช่บาดแผลถึงตาย
ยังมีกระดาษแผ่นเล็กนั่นอีก เย่เจ๋อหลิงกับหลิวเจียเล่อต่างยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนวาง ถ้าอย่างนั้นที่เกิดเหตุอาจมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย!
