หลู่เทียนมองสีหน้าภาคภูมิใจของเขา เล็บจิกฝ่ามือลึกจนเลือดซึมออกมาจากกำปั้นที่กำแน่น ทำให้เธอได้สติขึ้นมาชั่วขณะ
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกมีแรงขึ้นมา ในหัวมีเสียงหนึ่งบอกเธอว่า ห้ามยอมแพ้! ยอมแพ้ไม่ได้! คนชั่วอย่างเขายังไม่ได้รับโทษ แล้วเธอจะยอมทิ้งชีวิตตัวเองได้อย่างไร!
ฝางรุ่ยเหลือบมองหลินเชียนเจี๋ย “คดีของคุณยังไม่ชนะเลย จะได้ใจอะไรนักหนา”
หลินเชียนเจี๋ยโอบไหล่ทนายหวังเข้ามาอย่างสนิทสนม น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ “มีทนายหวังอยู่ ฉันจะไม่ชนะได้ยังไง ฝางรุ่ย ถึงตอนนั้นอย่าลืมมางานเลี้ยงฉลองชัยของฉันนะ พี่จะพาไปกินของอร่อย”
“คุณหลิน คุณเจียงให้พวกเรากลับแล้วครับ” หวังลี่สะบัดมือเขาออก พลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“รู้แล้ว”
“นีเหยียน เราแพ้ไม่ได้!” หลู่เทียนจ้องนีเหยียนเขม็ง “ฉันจะกินยาให้ตรงเวลา ฉันจะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี ฉันจะไม่ยอมให้พวกผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยว่าฉันเป็นคนบ้า ฉันแพ้ไม่ได้!”
หลู่เทียนไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ชีวิตของเธอพังทลายไปแล้ว เธอแค่ไม่อยากให้คนชั่วอย่างหลินเชียนเจี๋ยไปทำร้ายเด็กสาวผู้บริสุทธิ์คนต่อไป
ขอให้โศกนาฏกรรมจบลงที่เธอเถอะ
แต่นีเหยียนไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น การประเมินทางจิตเวชไม่ได้ตรวจสอบความจริงเท็จได้ง่ายเหมือนหลักฐานทางกายภาพอื่น ๆ กล่าวคือ ต่อให้ทนายหวังติดสินบนผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น และพวกเขาออกรายงานประเมินปลอมมาให้ พวกเธอก็ไม่มีทางโต้แย้งได้
——
มู่เหมี่ยนราวกับตัดขาดจากเสียงรอบข้าง จดจ่ออยู่กับภาพที่กำลังวาดในมือ
เจียงอวิ๋นรู้สึกว่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แปลกมาก ดูเหมือนเธออยากชวนคุย แต่ก็ลังเลไม่ยอมพูดอยู่หลายครั้ง
ในที่สุดมู่เหมี่ยนก็คิดประโยคเปิดบทสนทนาออก “สวัสดีค่ะ คุณรู้จักคนในภาพนี้ไหมคะ”
