ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว เจียงเยวี่ยไป๋อาศัยอยู่ห่างไกล ปกติช่วงเวลานี้จะไม่มีมนุษย์อสูรอยู่แถวนี้แล้ว
แต่เสียงเคาะเบา ๆ ที่ประตู เธอไม่ได้ยินผิดแน่
เจียงเยวี่ยไป๋คว้าจอบเล็กจากใต้เตียงทันที มองไปที่ประตูอย่างระแวดระวัง
ภายนอกดูสงบนิ่ง แต่ในใจวุ่นวายยิ่งกว่าอะไร
เธอนึกถึงพวกที่มาเก็บค่าคุ้มครองก่อนหน้านี้ แต่ละคนหน้าตาดุร้ายน่ากลัว ดูยังไงก็ไม่ใช่คนนุ่มนิ่ม บางทีพวกมันอาจข่มขู่มนุษย์อสูรในเมืองจนหมดแล้ว ตอนนี้เลยมาถึงเธอ
พอคิดแบบนั้น มือที่ถือจอบของเจียงเยวี่ยไป๋ก็เริ่มสั่น ต้องรู้ว่าในเมืองสนิมมีมนุษย์อสูรที่ไม่กลัวตายอยู่เพียบ ถ้าขนาดพวกนั้นยังถูกจัดการได้
ด้วยหุ่นเล็ก ๆ ของเธอ คงหนีไม่พ้นแน่
เจียงเยวี่ยไป๋ไม่มีทางยอมให้จับแต่โดยดี ชีวิตดี ๆ กำลังรออยู่ตรงหน้า เธอย่อตัวลงตรงประตูทันที ไม่ว่าใครจะเข้ามา เธอจะฟาดด้วยจอบเข้าให้
เจียงเยวี่ยไป๋นั่งยองอยู่หลังประตู มือกำจอบแน่นจนเหงื่อชุ่ม ข้อนิ้วซีดขาว เธอกลั้นหายใจ เอาหูแนบกับประตูเหล็กเย็นเฉียบ นอกจากเสียงแรกนั้นแล้ว ด้านนอกก็เงียบสนิท
เธอเริ่มสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปเองหรือเปล่า
เธอรอหนึ่งนาที ห้านาที สิบนาที…
สุดท้ายขาชากไปหมด
เธอเปลี่ยนท่าเป็นนั่งคุกเข่า วางจอบพาดบนเข่า สายตาจ้องเขม็งไปที่ร่องประตู
แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว เธอทนจนหนังตาเริ่มหย่อน
เมื่อคืนตัดต่อคลิปจนตีสาม วันนี้กลางวันก็เฝ้าตัวเลขอีกทั้งวัน ตอนนี้เลยเบื่อ ความง่วงพวยพุ่งเหมือนคลื่นซัด
เจียงเยวี่ยไป๋โมโหที่ตัวเองไม่เอาไหน หยิกต้นขาตัวเองแรง ๆ เจ็บจนหน้าเหย สติอยู่ห้าวินาที แล้วก็ง่วงอีก
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน หัวของเจียงเยวี่ยไป๋เริ่มโงกเงก จอบเกือบเลื่อนหลุดจากเข่า
