เกวียนเทียมวัวโยกคลอนมาตลอดครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็ถึงคอมมูนซงซู่โกวตอนเที่ยงพอดี เพิ่งเข้าปากถนนมาก็ได้ยินเสียงผู้คนจอแจ ป้ายสีแดงของร้านค้าสหกรณ์กับร้านค้าของรัฐแขวนเรียงรายอยู่ริมทาง คนงานในชุดทำงานและชาวนาที่สะพายถุงผ้าเดินไปมา ต่างจากหมู่บ้านฟู่ซิงที่เงียบเหงา ที่นี่คึกคักกว่ากันมาก
โจวมู่หยุนกับหลี่ชิงกระโดดลงจากเกวียน โจวมู่หยุนหันไปยิ้มให้คุณลุงเฉินซึ่งนั่งอยู่บนคานเกวียนแล้วเอ่ยว่า “คุณลุงเฉิน ลำบากให้มาส่งถึงนี่แล้ว ช่วงบ่ายไม่ต้องรอพวกเรานะ พอทำธุระเสร็จแล้ว พวกเราจะหาทางกลับเอง อาจจะช้าหน่อย”
คุณลุงเฉินโบกมือ กำแส้ม้าไว้พลางกำชับว่า “ได้ พวกเอ็งสองคนเดินเที่ยวในคอมมูนให้ดี ระวังตัวด้วย อย่าไปมีเรื่องกับใคร พอมืดแล้วถนนหนทางเดินลำบาก อย่ากลับดึกนักล่ะ”
“ครับ พวกเราจำไว้แล้ว ขอบคุณนะครับคุณลุงเฉิน!” ทั้งสองขานรับพร้อมกัน มองคุณลุงเฉินบังคับเกวียนมุ่งหน้าไปยังคลังเสบียงของคอมมูน ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในถนน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว หลี่ชิงก็อดใจไม่ไหว ขยับเข้ามาใกล้โจวมู่หยุนแล้วถามเสียงเบาพร้อมสีหน้ากระตือรือร้น “มู่หยุน ต่อไปเราจะไปไหนกัน? ไปตลาดมืดเลยหรือเปล่า ฉันรอมานานแล้วนะ!”
โจวมู่หยุนปรายตามองเขาแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “นายโง่หรือไง? กลางวันแสก ๆ คนเดินกันขวักไขว่ มีทั้งเจ้าหน้าที่คอมมูนกับคนของร้านค้าสหกรณ์ ตลาดมืดที่ไหนจะกล้าเปิดกัน? ตลาดมืดต้องรอจนฟ้ามืดสนิทถึงจะกล้าออกมา ตอนนี้นายไปคิดจะให้หน่วยลาดตระเวนจับตัวเข้าไปหรือไง?”
หลี่ชิงนึกได้ทันที เกาหัวพลางหัวเราะแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน “ใช่ ๆ ๆ! ฉันตื่นเต้นจนลืมไปเลย เอาแต่คิดว่าจะซื้อข้าวสารดี ๆ สมองเลยไม่ทำงานแล้ว”
