หลี่ชิงลั่วทั้งสามคนแวะทานอาหารที่ฝูหม่านโหลววอย่างไม่รีบร้อน
มื้อนี้ไม่ถูกเอาซะเลย ทำให้หลี่ชิงลั่วต้องควักสองตำลึงเงิน
ตอนแม่นมเติ้งจ่ายเงิน หลี่ชิงลั่วรู้สึกเสียดายเงินยิ่งนัก
ในอดีต นี่เป็นเรื่องที่นางไม่กล้าคิดแม้แต่จะฝัน
ทว่าบัดนี้ แค่มื้อเดียว นางก็ใช้เงินไปมากมายเพียงนี้
ฉู่เอ๋อร์เอ่ยขึ้นว่า “คุณหนู เรื่องแค่นี้จะนับเป็นอะไรกัน? เราเรียกว่าประหยัดมากแล้วล่ะ เหล่าคุณชายคุณหนูทั้งหลาย เวลาออกนอกบ้าน ต่อให้ทานมื้อละห้าตำลึง สิบตำลึง หรือเป็นร้อยตำลึงก็เป็นเรื่องปกติ”
หลี่ชิงลั่วเอ่ย “หอสุรามีกำไรมากเพียงนี้หรือ?”
นางรู้ดีว่าร้านอาหารบางแห่ง หรือแม้แต่แผงลอยข้างถนนต่างก็มีราคาปกติ
แต่พอมาเป็นหอสุรา วันนี้นางแค่สั่งกับข้าวไม่กี่อย่าง ราคากลับแพงขึ้นหลายเท่านัก
เห็นนางสนใจ ฉู่เอ๋อร์จึงถาม “คุณหนูคิดจะเปลี่ยนโรงน้ำชาของเราให้เป็นหอสุราหรือเจ้าคะ?”
หลี่ชิงลั่วยังไม่ทันตอบ แม่นมเติ้งก็เอ่ยขึ้นมาอีกคน “หอสุราทำกำไรจริงเจ้าค่ะ แต่ว่า ตามที่บ่าวรู้ ปีนี้หอสุราใหม่ที่เปิดในเมืองจินหลิงสิบแห่ง มีถึงแปดแห่งที่เปิดได้ไม่ถึงสามเดือนก็ต้องปิดตัวลง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คุณหนูรู้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่ชิงลั่วแสดงท่าทีสนใจ “แม่นมเล่าให้ฟังหน่อยสิ”
แม่นมเติ้งเอ่ย “หากคิดจะเปิดหอสุราใหม่ในเมืองจินหลิง คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หอสุราต้องมีลูกค้าประจำ มีเมนูเด็ดเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังต้องมีเครื่องตกแต่งและพ่อครัวฝีมือเยี่ยม สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความแปลกใหม่จึงจะแหวกวงล้อมของหอสุราเก่าแก่ในเมืองจินหลิงออกไปได้”
“อีกอย่าง คุณหนูอย่าเห็นว่าเมืองจินหลิงจะรุ่งเรืองเพียงนี้ ที่จริงหอสุราและร้านค้าส่วนใหญ่นั้นล้วนอยู่ในมือของตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวย ยามใดที่ขุนนางผู้ใหญ่ในบ้านใครบ้างที่ไม่มีร้านค้าสิบยี่สิบร้าน?”
