คำถามของอี้จั้งหลันทำเอาหวังหมิงเยวี่ยงงไปเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้โง่ เมื่อเห็นกับตาว่าใบหน้าหนึ่งกลายเป็นสองใบหน้า ก็พอจะปะติดปะต่อได้บ้าง
“นี่ไม่ใช่ศพของสัปเหร่อหรอกเหรอ?”
“นี่คือศพของสัปเหร่อ เพียงแต่เขามีอีกสถานะหนึ่งมาแต่แรก”
“สถานะอะไร?”
อี้จั้งหลันโยนแผ่นหนังใบหน้าลงบนโต๊ะ ตอบเสียงเรียบ “นายกเทศมนตรีคริสต์”
หวังหมิงเยวี่ยตกใจจนหน้าซีด “นายกเทศมนตรีตายไปสิบปีแล้วไม่ใช่เหรอ? เราเพิ่งไปที่สุสานที่ฝังเขามาด้วยกัน... อ้อ ถึงที่นั่นจะไม่มีศพก็เถอะ”
“ที่นั่นไม่มี แต่นี่มี” อี้จั้งหลันชี้ไปที่ศพของสัปเหร่อ พูดเหมือนเล่าเรื่องธรรมดาสามัญ “มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปีนั้นนายกเทศมนตรียังไม่ตาย แค่เปลี่ยนสถานะมาใช้ชีวิตในเมืองต่อ ผ่านไปสิบปี วิญญาณของแคโรลีนก็กลับมาแก้แค้น”
หวังหมิงเยวี่ยคิดแล้วคิดอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ “เอ่อ... ฉันถามหน่อยได้ไหม เธอวิเคราะห์หาข้อสรุปนี้ได้ยังไง?”
อี้จั้งหลันลุกขึ้น เริ่มหาอะไรสักอย่างในห้อง พลางตอบไปด้วย
“สัปเหร่อชอบสูบซิการ์ ในสุสานของนายกเทศมนตรีฉันก็เจอกล่องซิการ์ด้วย”
กล่องซิการ์นั้นถูกฝังอยู่กับกล่องโลหะ ซิการ์เหี่ยวแห้งจนแทบดูไม่ได้รูป แต่ก็ยังจำได้ว่าเป็นยี่ห้อเดียวกันกับที่สัปเหร่อสูบ
“สัปเหร่อใส่เสื้อคอเต่าหลวมๆ ตลอด แล้วมือข้างที่ถือซิการ์ก็มีแผลเป็น ฉันเดาว่าน่าจะเป็นแผลไฟไหม้”
หวังหมิงเยวี่ยฟังจบก็กลั้นคลื่นไส้แหวกคอเสื้อศพออก แล้วพับแขนเสื้อกับขากางเกงขึ้น ก็พบรอยไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างจริงๆ
