หลังจากที่ทุกคนแอบย่องออกไปยามวิกาลโดยไม่ชวนอีกฝ่าย พอเรื่องนี้ถูกพูดออกมาตรง ๆ ในฐานะเพื่อนร่วมห้อง หวังหมิงเยวี่ยกับซุนเชี่ยนเชี่ยนก็รู้สึกอึดอัดอย่างมาก
ซุนเชี่ยนเชี่ยนไม่รู้ว่าพันธมิตรของหวังหมิงเยวี่ยคืออี้จั้งหลัน เธอคิดว่าหวังหมิงเยวี่ยไปคนเดียว เลยยังมีความหวังเล็ก ๆ อยากลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย
“หมิงเยวี่ย เมื่อคืนเจออะไรมาบ้างหรือเปล่า”
หวังหมิงเยวี่ยมองเธออย่างยียวนกึ่งยิ้ม “แล้วเธอล่ะ เจออะไรไหม”
“เปล่า ข้างนอกมืดมาก ฉันกลัวก็เลยเดินเล่นแป๊บเดียวแล้วกลับมา”
“อืม” หวังหมิงเยวี่ยพยักหน้าเรียบ ๆ “ฉันก็เปล่าเหมือนกัน ฉันก็กลัว”
“...”
ซุนเชี่ยนเชี่ยนรู้ว่าคุยกันต่อไม่ได้แล้ว เลยไม่พูดอะไรมาก สีหน้าเย็นชาเดินออกจากห้องนอนลงไปกินข้าวชั้นล่าง
หวังหมิงเยวี่ยตามมาติด ๆ ถึงห้องนั่งเล่น เห็นอี้จั้งหลันนั่งแทะแซนด์วิชอยู่ก่อนแล้วเช่นเคย ความอยากอาหารของผู้หญิงคนนี้ดูจะสูงลิ่วพอ ๆ กับพลังต่อสู้
อี้จั้งหลันไม่มองเธอเลย เมื่อคิดว่าการสบตาอาจทำให้คนอื่นสงสัย เธอจึงรีบเบนสายตาหนีเช่นกัน
ทันใดนั้นก็ได้ยินอี้จั้งหลันถามอย่างสงสัย “หุ่นเชิดล่ะ เมื่อคืนยังวิ่งไล่ฉันอยู่เลย วันนี้ไปไหนแล้ว”
แน่นอนว่าหุ่นเชิดถูกซุนเชี่ยนเชี่ยนกับหลี่ซั่วเผาไปแล้ว ทั้งสองได้ยินคำนี้ก็หน้าเปลี่ยนสีทันที ซุนเชี่ยนเชี่ยนอดถามไม่ได้
“วิ่งไล่เธอ ไล่ที่ไหน”
“ในฝัน” อี้จั้งหลันตอบอย่างจริงจัง “มันวิ่งไล่ฉันทั้งตัวเป็นไฟ ตะโกนว่า ‘ใครเผาข้า ข้าจะเผามัน’ ฉันบอกว่าไม่ใช่ฉันเผา มันบอกว่า ‘ขอโทษ จำผิดคน’ แล้วก็ไปแล้ว คงไปหาคนอื่นมั้ง”
