เซี่ยหมิงซูค่อย ๆ หลุบตาลง แพขนตาหนาแน่นบดบังสีหน้าของนางไปกว่าครึ่ง
นางยกมือขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วแตะพวงแก้มที่ร้อนผ่าว สีแดงระเรื่ออันเย้ายวนบานสะพรั่งอยู่บนใบหน้า ราวกับดอกอวี๋เหม่ยเหรินที่ผลิบานถึงขีดสุด จวนจะร่วงโรย
“อวี๋เหม่ยเหริน” นางพึมพำทวนคำทั้งสามเบา ๆ มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยโค้ง
รอยยิ้มนั้นเย็นชาและเย้ยหยัน
“ช่างเป็นการตรากตรำล้มหมอนนอนเสื่อจนสิ้นเรี่ยวแรงเสียจริง” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา คล้ายกำลังรำพึงกับตนเอง
“สังหารคนโดยไม่เห็นโลหิต แม้กระทั่งหลังข้าตายก็ยังเตรียมข้ออ้างว่า ‘ร่างกายอ่อนแอหลังคลอด จึงสิ้นใจอย่างน่าอนาถ’ ไว้ให้ ช่างรอบคอบ ช่างสมบูรณ์แบบ ฝีมือดีเสียจริง...”
“ท่านหญิง!” ไป๋จื่ออดกลั้นต่อไปไม่ไหว ผลักประตูพรวดเข้ามา ก่อนทรุดเข่าลงตรงหน้าเตียง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพรากดุจสายฝน
“บ่าวจะส่งจดหมายไปหาท่านไท่ฟู่เดี๋ยวนี้ ขอให้ตระกูลเซี่ยสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด! ท่านเป็นหลานสาวแท้ ๆ ของไทเฮา เป็นพระญาติผู้น้องแท้ ๆ ของฝ่าบาท ผู้ใดจะกล้าทำร้ายท่าน!”
ไป๋จื่อร้อนใจยิ่งนัก เหตุใดท่านไท่ฟู่ต้องถูกฝ่าบาทส่งไปประกอบพิธีบวงสรวงที่ไท่ซานในยามนี้ด้วย บัดนี้ท่านจึงมิได้อยู่ในเมืองหลวง
เซี่ยหมิงซูมองไป๋จื่อที่น้ำหูน้ำตาไหล นางออกแรงยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก แล้ววางลงบนศีรษะของไป๋จื่อเบา ๆ เช่นเดียวกับที่เคยปลอบนางในวัยเยาว์ ณ จวนเซี่ย
“อย่าเพิ่งร้อนใจ ร้อนไปก็ไร้ประโยชน์”
ไป๋จื่อร้องไห้หนักกว่าเดิม “ผู้ใดกันช่างบังอาจนัก กล้าลงมือกับท่านถึงเพียงนี้!”
เซี่ยหมิงซูมิได้ตอบ
สายตาของนางทอดข้ามศีรษะไป๋จื่อ ผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้ม มองออกไปยังหิมะยามสนธยาอันกว้างใหญ่ไพศาล
หิมะโปรยปรายไร้สุ้มเสียง ผืนฟ้าผืนดินล้วนขาวโพลนพร่าเลือน
นางเพิ่งคลอดบุตรได้ไม่กี่เดือน ก็ถูกวางยาพิษในจวนติ้งกั๋วกง
ผู้ใดคิดวางยานาง? แล้วเหตุใดต้องเลือกช่วงหลังคลอด?
หากนางตายไป ผู้ใดจะได้ประโยชน์มากที่สุด?
เป็นคนในจวนติ้งกั๋วกงที่หมายปองตำแหน่งฮูหยินซื่อจื่อหรือ? เป็นขุมอำนาจในราชสำนักที่เป็นศัตรูกับตระกูลเซี่ยและตระกูลเสิ่น? หรือว่า...มีผู้คิดยุยงให้ราชวงศ์กับตระกูลเสิ่นแตกแยกกัน?
ไทเฮาทรงรักนางซึ่งเป็นหลานสาวประหนึ่งบุตรแท้ ๆ ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยและให้ความสำคัญแก่ตระกูลเซี่ย หากนางสิ้นชีวิตในจวนติ้งกั๋วกง...
ความคิดแล้วความคิดเล่าพลุ่งพล่านอยู่ในห้วงสมอง ประหนึ่งคลื่นน้ำที่ลูกหนึ่งยังไม่สงบ อีกลูกก็ซัดโถมเข้ามา
ความคิดของเซี่ยหมิงซูพร่าเลือน ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นชักนำให้ผ่านม่านหมอกแห่งความเจ็บป่วย ข้ามห้องที่อบอวลด้วยกลิ่นยาและแสงเทียนตรงหน้า ล่องลอยย้อนกลับไปยังฤดูใบไม้ผลิเมื่อห้าปีก่อน
ปีที่สองแห่งรัชศกจิ่งเหอ วันที่สามเดือนสาม เทศกาลซ่างซื่อ
วันนั้นบุปผานับร้อยเพิ่งผลิบาน ต้นท้อและต้นหลี่ในอุทยานหลวงแข่งขันกันอวดโฉม ภายในวังจัดงานเลี้ยงรับรองเหล่าขุนนาง
เซี่ยหมิงซูกำลังชมดอกไม้อยู่ในตำหนักฝูหรงกับเสด็จป้าของนาง ไทเฮาเซี่ย ทันใดนั้นหัวหน้าขันทีใหญ่ก็ประคองราชโองการสีเหลืองทองก้าวเข้ามา แล้วประกาศเสียงดังว่าจักรพรรดิมีพระบัญชา แต่งตั้งเซี่ยหมิงซู บุตรีของไท่ฟู่เซี่ยหยวน เป็น “ท่านหญิงหมิงอัน” พระราชทานที่ดินศักดินาห้าร้อยครัวเรือน พร้อมพระราชทานสมรสกับเสิ่นซิวหย่วน ซื่อจื่อแห่งจวนติ้งกั๋วกง
พอราชโองการประกาศจบ ทั้งตำหนักก็พลันฮือฮา
เซี่ยหมิงซูคุกเข่ารับราชโองการอยู่กลางตำหนัก อิฐลายงามเย็นเฉียบ ความหนาวแผ่ผ่านกระโปรงขึ้นมาถึงหัวเข่า แต่นางกลับไม่รู้สึก
ข้างหูมีแต่เสียงแสดงความยินดีของนางกำนัลและขันทีดังสลับกันไม่ขาดสาย นางหลุบตาลง หัวใจเต้นถี่และแรง ทว่าสีหน้ายังคงสงบ มีเพียงปลายหูที่แดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย
ชาติกำเนิดของนางเป็นที่รู้กันทั่วเมืองหลวง
บิดา เซี่ยหยวน สืบเชื้อสายจากตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้น เป็นไท่ฟู่แห่งราชสำนักปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นขุนนางเก่าแก่ผ่านมาถึงสามรัชสมัย
ตั้งแต่รัชสมัยจักรพรรดิองค์ก่อน เขาก็ถวายงานใกล้ชิดในตำหนักผ่านการบรรยายคัมภีร์และการอ่านถวายประจำวัน ครั้นฝ่าบาทองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ ก็ทรงแต่งตั้งเขาเป็นไท่ฟู่ ดำรงตำแหน่งในสามมหาเสนาบดี ไม่มีผู้ใดในราชสำนักเทียบเคียงได้
มารดาสืบเชื้อสายจากตระกูลหลี่แห่งหลงซี ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่เช่นกัน น่าเสียดายที่ชะตาชีวิตงามเพียงชั่วครู่ หลังเซี่ยหมิงซูเกิดได้เพียงสามปี มารดาก็จากโลกนี้ไป
ไท่ฟู่เซี่ยโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส หลังจากนั้นก็ไม่คิดรับภรรยาใหม่อีก ทุ่มเทเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงคนเดียว มอบความรักของบิดาทั้งหมดให้แก่สายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของตน
แม้ไท่ฟู่เซี่ยจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นอันดับหนึ่ง ทว่าการปกครองเรือนกลับมีความถือมั่นเยี่ยงบัณฑิตอยู่ไม่น้อย เขาไม่ชอบพิธีรีตองมากมาย และไม่ถนัดจัดการเรื่องราวภายในเรือน บุตรสาวยังเล็ก ข้างกายมีเพียงบ่าวชราไม่กี่คนคอยดูแล เขาจึงไม่วางใจนัก
ประจวบกับเวลานั้น น้องสาวร่วมอุทรของไท่ฟู่เซี่ย ซึ่งเข้าวังมานานและได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮาเซี่ย ได้ยินข่าวสถานการณ์ของพี่ชาย จึงเสนอรับหลานสาวเข้าวังมาเลี้ยงดูด้วยตนเอง
ไท่ฟู่เซี่ยซาบซึ้งในน้ำใจของน้องสาว ครุ่นคิดอยู่หลายครา สุดท้ายก็พยักหน้า
นับแต่นั้น เซี่ยหมิงซูก็เติบโตขึ้นในวังหลวง
ฮองเฮาเซี่ยมีจิตใจเมตตา อ่อนโยนและสง่างาม เป็นพระชายารัชทายาทที่จักรพรรดิองค์ก่อนทรงเลือกด้วยพระองค์เอง ต่อมาทรงเป็นประมุขฝ่ายในมานานกว่าสิบปี ผู้คนทั้งในและนอกวังล้วนเคารพนับถือ
พระนางมีพระโอรสสองพระองค์ องค์โตคือเซียวเหยี่ยน สุขุมมั่นคง มีราศีสง่างามดุจมังกรและหงส์ จักรพรรดิองค์ก่อนทรงแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ภายหลังจึงสืบราชบัลลังก์ เป็นจักรพรรดิจิ่งเหอในปัจจุบัน
องค์รองคือเซียวเหิง ได้รับแต่งตั้งเป็นท่านอ๋องจิ้ง ตั้งแต่วัยเยาว์ก็เฉลียวฉลาดเหนือผู้ใด นิสัยรักอิสระ ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ ต่างจากพี่ชายผู้สุขุมหนักแน่นอย่างสิ้นเชิง
ยามเซี่ยหมิงซูเข้าวัง นางมีอายุเพียงสี่ขวบ ยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่มัดผมเป็นปมสองข้างและมักมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่เสมอ
ฮองเฮาเซี่ยสงสารนางที่กำพร้ามารดาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงเอาใจใส่และอดทนต่อนางยิ่งกว่าบุตรแท้ ๆ เสียอีก
เสื้อผ้า อาหาร และความเป็นอยู่ ล้วนจัดให้ตามมาตรฐานเดียวกับองค์ชายและองค์หญิง เซี่ยหมิงซูตัวน้อยเติบโตขึ้นในวังหลวงแห่งนี้วันแล้ววันเล่า
เวลานั้นรัชทายาทเซียวเหยี่ยนอายุใกล้ครบยี่สิบปี ทั้งการศึกษาเล่าเรียนก็หนักหนา ภาระราชกิจค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แม้จะสนิทสนมกับลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยผู้นี้ ท้ายที่สุดก็มีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มากนัก
ส่วนท่านอ๋องจิ้งเซียวเหิงอายุน้อยกว่าเซี่ยหมิงซูเพียงหนึ่งปี ทั้งสองเติบโตและร่ำเรียนอักษรอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก เล่นสนุกด้วยกันจนแทบไม่ห่างกาย ความผูกพันแน่นแฟ้นประหนึ่งพี่น้องแท้ ๆ
ต่อมา จักรพรรดิองค์ก่อนสวรรคต รัชทายาทเซียวเหยี่ยนขึ้นครองราชย์ ใช้รัชศกจิ่งเหอ และแต่งตั้งพระมารดาผู้ให้กำเนิด ฮองเฮาเซี่ย เป็นไทเฮาเซี่ย
เวลานั้นเซี่ยหมิงซูเติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้ว ไทเฮาจึงทรงตัดสินพระทัยให้นางออกจากวัง กลับไปอยู่ข้างกายไท่ฟู่เซี่ย
แต่ผู้คนทั่วเมืองหลวงต่างรู้ดีว่า แม้คุณหนูเพียงคนเดียวแห่งตระกูลเซี่ยผู้นี้จะมีชาติกำเนิดจากจวนไท่ฟู่ ทว่าแท้จริงแล้วนางเติบโตมาในวังหลวง
หากกล่าวถึงชาติกำเนิด นางคือบุตรีสายตรงของตระกูลเซี่ย เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของไทเฮา
หากกล่าวถึงการอบรมเลี้ยงดู นางเติบโตในวังหลวง ย่อมมีสง่าราศีแห่งราชวงศ์
หากกล่าวถึงรูปโฉม นางนับเป็นหญิงงามอันดับต้น ๆ ในหมู่คุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองหลวง
ด้วยฐานะและตัวตนเช่นนี้ การแต่งงานของนางย่อมเป็นที่หมายปองของตระกูลใหญ่ทั้งหลาย จนทุกคนต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
เวลานั้นถึงกับมีผู้แอบหยอกล้อกันในเมืองหลวงว่า ไทเฮาคงคิดจะยกหลานสาวให้ท่านอ๋องจิ้งเป็นชายา เสด็จป้าจัดการเป็นแม่สื่อ ญาติแต่งงานกันยิ่งใกล้ชิด มิใช่ประเสริฐทั้งสองฝ่ายหรือ?
ส่วนจักรพรรดิเซียวเหยี่ยน พระญาติผู้พี่ของเซี่ยหมิงซู ก็มีเหตุผลที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน
จักรพรรดิจิ่งเหอขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน รากฐานยังไม่มั่นคง
ช่วงปลายรัชสมัยจักรพรรดิองค์ก่อนทรงพระประชวรบ่อยครั้ง ราชกิจสะสมปัญหาไว้ไม่น้อย ภายนอกมีชนเผ่าซีหูจ้องหาโอกาส ภายในมีขุนศึกหัวเมืองที่เติบใหญ่เกินควบคุม ในบรรดาพวกเขา จวนติ้งกั๋วกงตระกูลเสิ่นซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่ซู่โจวทางตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นตระกูลที่จักรพรรดิองค์ใหม่หวาดระแวงที่สุด
ตระกูลเสิ่นสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพมาหลายชั่วอายุคน ปกป้องชายแดนมานานกว่าสามชั่วคน ติ้งกั๋วกงเสิ่นเจิงกุมกำลังทหารชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือหนึ่งแสนนาย มีผลงานศึกโดดเด่นและบารมีสูงส่ง นายทหารในกองทัพซู่โจวเกินครึ่งล้วนเป็นคนในสังกัดตระกูลเสิ่น
ราชสำนักพึ่งพาตระกูลเสิ่นให้รักษาชายแดน ทว่าก็กังวลอย่างยิ่งว่าพวกเขามีอำนาจควบคุมกองทัพมากเกินไป อีกทั้งแม่ทัพที่อยู่นอกเมืองหลวงอาจไม่เชื่อฟังพระบัญชาของจักรพรรดิ
จักรพรรดิทุกยุคสมัยมีทางเลือกสำหรับตระกูลขุนนางผู้สร้างคุณูปการจนบารมีสูงส่งคุกคามราชบัลลังก์อยู่เพียงสองทาง ไม่ตัดทอนอำนาจ ก็ผูกมิตรเข้าหา หากลงมือตัดอำนาจรวดเร็วเกินไป ก็อาจบีบให้ขุนนางผู้สร้างคุณูปการก่อกบฏ แต่หากผูกมิตรได้ถูกวิธี ก็อาจเปลี่ยนภัยร้ายให้กลายเป็นดี
ดังนั้น การพระราชทานสมรสจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้
การส่งหลานสาวแท้ ๆ ของไทเฮาและพระญาติผู้น้องแท้ ๆ ของจักรพรรดิเข้าสู่จวนติ้งกั๋วกง เป็นทั้งพระเมตตาและความไว้วางใจอย่างใหญ่หลวงที่ราชวงศ์มีต่อตระกูลเสิ่น อีกทั้งยังเป็นบังเหียนที่มองไม่เห็น
เมื่อมีสายสัมพันธ์ทางการแต่งงานนี้ ตระกูลเสิ่นก็ผูกพันแน่นแฟ้นกับราชวงศ์และตระกูลเซี่ย หากคิดมีใจเป็นอื่นขึ้นมา ก็ต้องไตร่ตรองให้ดี
เจตนาแฝงนี้ ไท่ฟู่เซี่ยรู้แก่ใจ ไทเฮาก็รู้แก่ใจ แม้แต่ติ้งกั๋วกงเสิ่นเจิงก็คงรู้แก่ใจเช่นกัน
วันที่ได้ยินข่าวพระราชทานสมรสเป็นครั้งแรก แท้จริงแล้วเซี่ยหมิงซูยินดีอยู่ในใจ
เสิ่นซิวหย่วน แม่ทัพหนุ่มและซื่อจื่อแห่งจวนติ้งกั๋วกง เพิ่งมีอายุยี่สิบปี ก็ร่วมออกศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือกับบิดา สังหารข้าศึกได้กว่าร้อยศีรษะ ห้าวหาญเป็นที่หนึ่งในสามกองทัพ
เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงเมื่อเอ่ยถึงเขา มักอดแก้มแดงระเรื่อและส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มมิได้
บางคนกล่าวว่าเขา “ควบม้าฝ่าหิมะน้ำแข็ง สง่างามเปี่ยมพลัง” บ้างก็ว่าเขา “เคร่งขรึมไม่ชอบพูดจา เย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง” และยังมีคนกล่าวว่าเขา “เด็ดขาดในสนามรบ ทว่าปฏิบัติต่อผู้คนด้วยมารยาทและเที่ยงตรงอย่างยิ่ง”
ข่าวลือสารพัด ทั้งจริงบ้างเท็จบ้าง กลับทำให้ภาพของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ยิ่งลึกลับและชวนให้หลงใหลขึ้นทุกที
ครั้งแรกที่เซี่ยหมิงซูพบเขา คือในงานเลี้ยงกลางวังครั้งหนึ่งช่วงฤดูหนาวปีแรกแห่งรัชศกจิ่งเหอ
วันนั้นติ้งกั๋วกงพาซื่อจื่อเข้าเมืองหลวงเพื่อรายงานราชกิจ จักรพรรดิจึงจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เซี่ยหมิงซูนั่งอยู่หลังม่านมุกข้างไทเฮา มองผ่านม่านห้อยลงมา เห็นชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ไกล ๆ
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทั่วทั้งโถงยกจอกสุราสนทนากันอย่างออกรส ทว่าเขากลับนั่งเงียบสงบอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังตั้งตรง สีหน้าเรียบเฉย ไม่ประจบสอพลอจนเกินควร และไม่วางท่าหยิ่งผยอง
เขาสวมชุดลำลองแขนรัดสีดำสนิท ไม่มีเครื่องประดับมากมาย ทว่าราศีทั่วร่างกลับแตกต่างจากเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์รอบกายที่บางคนสวมอาภรณ์แพรพรรณ บางคนอ้วนท้วนลงพุงอย่างสิ้นเชิง
คล้ายสิ่งใดกันนะ?
ภายหลังเซี่ยหมิงซูครุ่นคิดอยู่นาน จึงรู้สึกว่าเขาคล้ายต้นสนเขียวที่หยั่งรากอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
ไม่โอ้อวด ไม่โอนเอน เพียงตั้งตรงอยู่ตรงนั้น ก็มีพลังบางอย่างที่ทำให้ผู้คนละสายตาไม่ได้
แสงเทียนในค่ำคืนนั้น สายตาที่ลอบมองผ่านม่านมุก และความรู้สึกแรกแย้มของหญิงสาว ภายหลังล้วนถูกกาลเวลาบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง เพียงสายลมพัดก็สลายหายไป
ทว่าในชั่วขณะนั้น ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นของจริง ร้อนผ่าว และเจือด้วยความเขินอายกับความคาดหวังอันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาว
ดังนั้น เมื่อราชโองการพระราชทานสมรสประกาศลงมา ท่ามกลางความหวาดหวั่น เซี่ยหมิงซูจึงยังเก็บความยินดีลับ ๆ ไว้ในใจ
นางก้มหน้าคุกเข่าขอบพระทัยต่อหน้าไทเฮา พลางคิดว่า บางที...นี่อาจเป็นลิขิตจากสวรรค์ก็เป็นได้
วันออกเรือนของเซี่ยหมิงซู ขบวนสินเดิมสีแดงทอดยาวสิบลี้ มงกุฎหงส์และอาภรณ์มงคลแดงฉาน สินเดิมจากตระกูลเซี่ยเรียงแถวยาวจากประตูจวนไท่ฟู่ไปจนถึงจวนติ้งกั๋วกงในตรอกอันซิง ทอดยาวต่อเนื่องถึงสามถนนใหญ่
ไทเฮาพระราชทานเครื่องแต่งงานเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ฝ่าบาททรงเขียนคำอวยพรด้วยพระองค์เอง ความสมเกียรติเช่นนี้ แม้แต่องค์หญิงออกเรือนก็ยังไม่ต่างกันนัก
