หลินผิงนั่งแหมะอยู่บนพื้น ตบต้นขาตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง
ท่าทางราวกับกำลังเล่นงิ้ว น้ำตาน้ำมูกเลอะเต็มหน้า
เสียงแหลมบาดหูดังขึ้นว่า
“ฟ้าดินเป็นพยาน เรื่องชั่วช้าทำลายศีลธรรม ฉันไม่เคยกล้าทำเลยนะ
ฉันไม่ได้เอาเงินหนึ่งหยวนของหยางเจี้ยนจวินไปจริง ๆ ถ้าฉันเอาไป ขอให้ลูกสาวฉันออกจากบ้านแล้วถูกรถชนตาย!”
เธอสาบานเสียงหนักแน่น
แถมยังตบอกตัวเองดังปัง ๆ
แต่คนรอบข้างกลับมองเธอด้วยสายตาเย็นชา
ภรรยาของซ่งเฉียงกอดอกพูดว่า “เอาลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองมาสาบาน แต่ตัวเองกลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด”
ภรรยาของซ่งเฟยกลอกตา ก่อนหันหน้าไปทางอื่น
ท่ามกลางฝูงชน พี่สะใภ้สามตระกูลซ่งขยับเข้าไปกระซิบข้างหูพี่สะใภ้รอง
เสียงไม่ดังไม่เบา
“ใครในหมู่บ้านบ้างจะไม่รู้ว่าเธอลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว”
พี่สะใภ้รองเป็นคนตรงไปตรงมา ได้ยินแล้วก็หัวเราะพรืดออกมาทันที
“เรื่องเลว ๆ ที่เธอทำ เคยยอมรับสักครั้งหรือไง? คราวก่อนแอบขโมยไก่บ้านเรา ยังบอกว่าถูกพังพอนคาบไปไม่ใช่เหรอ?”
ทั้งคู่รับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
ทำเอาซ่งหรงหน้าแดงก่ำจนแทบเก็บสีหน้าไม่อยู่
ซ่งหรงถลึงตา ย่อตัวลงจ้องเธอเขม็ง
“พูดความจริงกับฉันมา ตกลงเอาเงินหนึ่งหยวนนั่นไปหรือเปล่า?”
“ไม่ได้เอา!”
หลินผิงเชิดคอขึ้น ดื้อด้านชนิดที่หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก
“นายก็เข้าข้างคนนอกมารังแกฉันด้วยเหรอ? เราเป็นผัวเมียกันมาตั้งสิบกว่าปี นายเชื่อยัยน้องสาวที่แต่งออกไปแล้ว แต่ไม่เชื่อเมียที่คลอดลูกให้ตั้งหลายคนเนี่ยนะ?”
เห็นซ่งหรงไม่ตอบ
หลินผิงก็คิดว่าท่าไม้ตายนี้ได้ผล
เธอรีบทิ้งตัวลงนอนกับพื้นอีกครั้ง
แล้วแหกปากร้องลั่น
“คุณหนูใหญ่ตระกูลซ่งกลับบ้านเดิมมาวางอำนาจ รังแกคนต่างแซ่อย่างฉัน
ทุกคนออกมาดูเร็ว มาดูว่าคุณหนูใหญ่ที่แต่งออกไปแล้วทำให้ครอบครัวนี้แตกแยกยังไง!”
ซ่งเซียงหลานยืนอยู่ข้าง ๆ
มองหลินผิงอาละวาดอย่างเย็นชา
เธอค่อย ๆ พับแขนเสื้อขึ้น มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ
“ในเมื่อเธอพูดอยู่ได้ว่าฉันรังแกคน ถ้าฉันไม่รังแกเธอสักหน่อย ก็คงดูเหมือนฉันไม่มีน้ำใจ แถมยังต้องรับชื่อเสีย ๆ นี้ฟรีอีก”
