แดดเลยเที่ยงมาไม่นานก็แผดเผาพื้นดินจนร้อนระอุ
ซ่งเอ้อร์เกอปั่นจักรยานเร็วจี๋ ซ่งเซียงหลานที่นั่งซ้อนท้ายถูกกระแทกจนแทบรู้สึกว่ากระดูกจะหลุดออกจากกัน แต่ในใจกลับหวานชื่นยิ่งกว่าได้กินน้ำผึ้ง
เพิ่งเข้าบ้านตระกูลซ่งมา
หลิวชุ่ยเฟิน พี่สะใภ้รอง ก็ยกกะละมังเคลือบมายืนรออยู่ตรงนั้นแล้ว
“น้องสาม ยืนนิ่ง ๆ อย่าขยับ”
หลิวชุ่ยเฟินเอาใบส้มโอจุ่มน้ำจนชุ่ม ก่อนสะบัดมือสาดน้ำใส่ทันที
หยดน้ำระยิบระยับกลางแดดโปรยลงบนตัวซ่งเซียงหลาน
“ไป ๆ ไปให้พ้น เอาผีซวยอย่างหยางต้าซานออกไปซะ ต่อไปน้องสามของเราจะราบรื่นไปทุกทาง ได้โชคลาภเงินทอง ชีวิตยิ่งอยู่ยิ่งรุ่งเรือง!”
ได้ยินคำพูดนี้แล้ว ซ่งเซียงหลานก็ร้อนผ่าวที่ขอบตา
ยังไม่ทันพูดอะไร พี่สะใภ้รองก็คว้ามือเธอลากเข้าห้องไป
“เร็วเข้า นอนพักสักหน่อย”
“ฉันไม่เหนื่อย ไม่ต้องพัก ฉันยังต้องกลับบ้าน พี่รองนั่นแหละที่ยืนกรานจะลากฉันมา”
หลิวชุ่ยเฟินกดเธอลงบนเตียง
แล้วหันไปเรียกลูกสาว ซ่งซิ่วซิ่ว
“ซิ่วซิ่ว เอากระจกมาให้อาสามหน่อย”
ซ่งซิ่วซิ่วประคองกระจกกลมบานเล็กที่แปะอักษรมงคลสีแดงวิ่งเข้ามา
“อาสาม ดูสิ”
ซ่งเซียงหลานรับกระจกมาส่อง ลมหายใจพลันสะดุด
ผู้หญิงในกระจกมีเบ้าตาลึกโหล โหนกแก้มสูง ใบหน้าเหลืองซีดราวกับซากศพแห้งที่แช่อยู่ในทะเลสองวันแล้วถูกลากขึ้นมาตากแดด
ปีศาจขี้เหร่นี่ใครกัน?
เธอผลักกระจกออก แล้วแค่นยิ้มเยาะตัวเอง
“มิน่าล่ะ ฉันบอกว่าไม่เสียใจ แต่พวกเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องหย่ากันไม่มีใครเชื่อ ปลอบใจกันอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมง”
หน้าตาอมทุกข์แบบนี้
ได้ผลยิ่งกว่าน้ำตาเสียอีก
