ผลักประตูเหล็กบานใหญ่ของบ้านหินเปิดออก
กลิ่นประหลาดที่ปะปนทั้งกลิ่นน้ำมันเครื่อง กลิ่นอับ และกลิ่นหวานเลี่ยนก็พุ่งเข้าปะทะ
โอ้โห! รวยเกินไปแล้วมั้งเนี่ย!
มีกล่องกระดาษกองพะเนินชิดกำแพง บางกล่องเปิดอ้า เผยให้เห็นหลอดภาพของโทรทัศน์ขาวดำด้านใน
ข้างกันมีเครื่องเล่นและบันทึกเสียงที่คลุมด้วยผ้าใบพลาสติก
ยังมีผ้าป๊อปลินมัดเป็นพวงกับแว่นกันแดดทรงตาแมลงวันอีกด้วย
มุมห้องยังมีกล่องเหล้าฝรั่งหลายลัง คุกกี้นำเข้าในกล่องเหล็ก และน้ำอัดลมที่เคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นมาก่อนกองอยู่ด้วย
หลินเอ้อร์โก่วพูดว่า “อาอี๊ ฉันไม่ถือว่าอาเป็นคนนอกหรอก ของอยู่ที่นี่หมดแล้ว ขาดคนขน”
ซ่งเซียงหลานพอจะเข้าใจแล้ว
“เมื่อก่อนพวกเธอขนของผ่านท่าเรือลู่กั่งเหรอ?”
“อืม”
“ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดี
ทางเซียงจือโดนคนข้างบนจับตาอยู่ มีคนเฝ้าปากทางกันทุกวัน
ท่าเรือลู่กั่งก็เหมือนกัน พวกเธอขยับเมื่อไหร่ก็เท่ากับยื่นผลงานให้เขาถึงมือ”
หลินเอ้อร์โก่วขมวดคิ้ว
“แล้วอาว่าควรทำยังไง?”
“แบ่งขนทีละนิด”
ซ่งเซียงหลานชี้ไปทางทะเลด้านนอก
“ออกจากกองพลน้อยเสี่ยวเฉวียนเถอะ ที่นั่นบ้านนอก แต่กลับอยู่ใกล้ตัวอำเภอกว่า
ใช้เรือลำเล็กขนทีละนิดเหมือนมดขนของ เรือหนึ่งลำบรรทุกไม่มาก แถมชาวประมงออกเรือจับปลาก็ไม่ทำให้ใครสงสัย”
แววตาของหลินเอ้อร์โก่วไหววูบ
คำพูดของยายคนนี้ฟังขึ้นจริง ๆ
ทางท่าเรือลู่กั่งเสียของไปสองรอบแล้ว
ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป
พวกพ้องคงได้อดตายกันพอดี
หลินเอ้อร์โก่วเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด เขาฟันธงทันที “ค่าขนส่งคิดยังไง?”
“พี่น้องกันก็ต้องคิดบัญชีให้ชัด”
ซ่งเซียงหลานไม่อ้อมค้อม
“ของชิ้นใหญ่แบบโทรทัศน์เสี่ยงสูง คิดค่าขนส่งแยก
