หยางเจี้ยนจวินยืนโวยวายอยู่ข้างนอก
“ต่อไปพอแก่จนขยับไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าฉันจะเลี้ยงดูแก”
“หวังบ้าอะไร แกจนกรอบจนแทบต้องขอทานอยู่แล้ว ฉันจะทิ้งชีวิตดี ๆ ไปเป็นขอทานกับแกหรือไง?”
ซ่งเซียงหลานเปิดประตูรั้วออกไปจะอัดเขา
หยางเจี้ยนจวินตกใจจนวิ่งหนี
ซ่งเซียงหลานเงยหน้ามองท้องฟ้า
มืดครึ้มราวกับหม้อเหล็กใบมหึมาคว่ำลงมา กดทับจนคนแทบหายใจไม่ออก
ลมทะเลพัดพากลิ่นคาวเค็มชื้นมา
พัดหญ้าริมทางให้ลู่ราบ กลิ้งไปมาติดพื้น
เธอล็อกประตูรั้วแล้วไปยังบ้านเก่าที่ใช้เก็บของ
ซ่งเซียงหลานตรวจหลังคาอย่างคล่องแคล่ว พอแน่ใจว่ากระเบื้องมุงหลังคาแน่นหนาดีแล้ว จึงล็อกแม่กุญแจทองแดงดอกใหญ่
บังเอิญหลิวต้าฮวาก็แวะมาดูเช่นกัน
ทั้งคู่คาดว่าคงมีฝนตกหนักอีก และพายุไต้ฝุ่นก็ทำให้ฝนตกหนักได้เหมือนกัน
พอปรึกษากันเสร็จ
ก็กลับบ้านไปเอากระสอบปุ๋ย แล้วใช้พลั่วตักดินทรายเปียกริมทางใส่ลงไป
ถุงแล้วถุงเล่า
กระสอบทรายหนักอึ้งวางขวางหน้าประตูบ้านแน่นหนา ราวกับสร้างเขื่อนกั้นไว้ตรงนั้น
“แค่นี้พอแล้วเหรอ?”
หลิวต้าฮวาปาดเหงื่อเปื้อนโคลนบนหน้าผาก สีหน้าไม่ค่อยวางใจ
“ต้องปิดหน้าต่างด้วย”
ซ่งเซียงหลานชี้ไปยังบานหน้าต่างที่ส่งเสียงกระทบกันดังโครมคราม “ที่บ้านมีแผ่นไม้เรือเก่าที่ไม่ใช้แล้วไหม? หาออกมา แล้วเอาตะปูยาวตอกให้แน่น”
ทั้งคู่ช่วยกันทำงานวุ่นวายอีกรอบ
หลิวต้าฮวายืดเอวขึ้น มองบ้านที่ถูกปิดจนเหมือนถังเหล็ก
“หลานหลาน พอพายุไต้ฝุ่นรอบนี้ผ่านไป ฉันอยากสร้างบ้านสองชั้น”
“อยากสร้างแบบไหนล่ะ?”
“ฉันอยากสร้างบ้านแบบชาวจีนโพ้นทะเลเหมือนที่หมู่บ้านสือเจียจวง”
ดวงตาหลิวต้าฮวาเป็นประกายสุกใส ยิ่งกว่าสายฟ้าบนฟ้าเสียอีก “บ้านหลังเล็กสไตล์ตะวันตกสองชั้นครึ่งที่ลูกชายคนรองบ้านสือกลับมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วสร้างไว้น่ะ ระเบียงนั่น เสาโรมันนั่น หรูหราสุด ๆ ฉันก็อยากสร้างสักหลัง”
ซ่งเซียงหลานชะงักไป นั่นเป็นโครงการใหญ่เลยทีเดียว
