“ทนไม่ไหวแล้ว อาปู่เจ็ด ข้าขอเถอะ... ขอเถอะ ข้าใกล้ตายแล้ว... อ๊า...” เสียงร่ำไห้ของจี้เย่าจู่ยิ่งโหยหวนน่าสงสาร
“หุบปาก” อาปู่เจ็ดตวาดเสียงต่ำ พร้อมกับถีบอาหญิงเจ็ดที่อยู่ข้างๆ “ไป ไปหยิบขี้เถ้าในเตามา เอามาพอกแผลให้มัน”
“ขี้เถ้า?!” นัยน์ตาอีกข้างของจี้เย่าจู่แทบจะถลนออกมาจากเบ้า
“บอกให้พอกก็พอก อย่ามีเรื่องมาก” ทุกคำพูดของอาปู่เจ็ดทำเอาใบบนใบหน้ากระตุกด้วยความเจ็บปวด เขาไม่มีความอดทนจะฟังจี้เย่าจู่พูดจาไร้สาระ
ภายในเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงจี้เย่าจู่ร้องโหยหวนไม่เหมือนเสียงมนุษย์ ราวกับถูกน้ำมันเดือดราด พร้อมกับเสียงร่างกายกลิ้งเกลือกอย่างรุนแรง และเสียงอุทานตกใจของอาหญิงเจ็ด
“เศษสวะ” น้ำเสียงของอาปู่เจ็ดเต็มไปด้วยความรังเกียจ ราวกับคนที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นไม่ใช่หลานชายแท้ๆ ของเขา แต่เป็นสุนัขตัวหนึ่งที่ขวางทาง
หลังความวุ่นวายช่วงสั้นๆ เสียงของอาปู่เจ็ดก็ดังขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนจะพูดกับจี้ซุ่ยซุ่ย “พ่อหนุ่มจางสวินเมื่อวานนี้... ท่าทางจะสนใจเจ้าไม่น้อย เจ้าจงใช้ความพยายามมากขึ้น เพื่อทำให้มันอยู่ใต้อำนาจของเจ้าให้จงได้ ตราบใดที่มันยอมอำนวยความสะดวกให้ตระกูลจี้ของเรา เตาเผาอิฐนี้ก็จะเป็นบ่อเงินบ่อทองของเรา ความรุ่งเรืองของตระกูลจี้ก็มีความหวัง”
ภายในเรือนเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้น เสียงเย็นชาของจี้ซุ่ยซุ่ยก็ดังขึ้น “อาปู่เจ็ด ตระกูลจี้หากินด้วยฝีมืออันสุจริต วิญญาณไฟของเตาเผาจี้เยว่ต้องอาศัยความสามารถที่แท้จริง ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมมืดแบบนี้”
ภายในเรือนยิ่งเงียบกริบ แม้แต่เสียงร้องโหยหวนของจี้เย่าจู่ก็หยุดชะงัก
