ซวีเฉินประคองชามน้ำแกงปลาไว้ในมือ ปลายนิ้วสั่นระริก ดวงตาเย้ายวนนั้นจู่ ๆ ก็ปรากฏความเคียดแค้นขึ้นมา “ครอบครัวข้าทำกิจการหนังสัตว์มาหลายชั่วอายุคน ทุกปีต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเข้าวัง ปีนั้นในฤดูล่าสัตว์หนาวเหน็บ กุ้ยเฟยอวิ๋นเล็งเห็นเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกขาวตัวใหม่ของบ้านข้า เอ่ยชื่อขอไว้ แต่ก่อนถึงกำหนดส่ง คลังกลับเกิดเพลิงไหม้ เสื้อคลุมตัวนั้นกับเครื่องบรรณาการสำรองทั้งหมดถูกเผาเป็นเถ้าธุลี”
“บิดาข้าเร่งรวบรวมช่างฝีมือทำขึ้นมาใหม่ทั้งคืน แต่เวลากระชั้นชิดนัก จำต้องใช้หนังเกรดต่ำกว่ารีบทำให้เสร็จ ผลปรากฏว่าในงานเลี้ยงวัง กุ้ยเฟยอวิ๋นสวมเสื้อคลุมตัวนั้น กลับมีขนหลุดร่วงเป็นกระจุกปลิวตามลม นางโมโหฉุนเฉียวยิ่งนัก ต่อว่าตระกูลซวีของข้าว่าใช้ของเลวหลอกหลวง ดูหมิ่นราชสำนัก เจตนาร้ายสมควรตาย” มือของซวีเฉินสั่นเทาจนแทบจะถือชามไม่ไหว
“พระบัญชาให้ยึดทรัพย์จับเข้าคุก บิดาข้าถูกฉุดเข้าไปในคุกหลวง เพียงสามวัน ก็ถูกทุบตีจนตายคาที่ ศพถูกหามออกมา ทั้งตัวไม่มีชิ้นดี กระดูกแหลกละเอียด มารดาข้ากอดศพบิดาแล้วร้องไห้จนตาบอด คืนนั้นเองก็ผูกคอตายบนคานบ้าน” น้ำเสียงเขาเริ่มสะอื้น น้ำตานองหน้า “ข้าเห็นบิดามารดาตายต่อหน้าต่อตา บ้านก็ไร้สิ้น แล้วข้าก็ถูกส่งเข้าโรงโสเภณีหนานเฟิง...เป็นโสเภณี!”
ทุกคำพูดราวกับเข็มเหล็กแหลมคม ทิ่มแทงหัวใจจนเลือดหยดติ๋ง ๆ
“ต่อมา...” ซวีเฉินวางชามลงบนโต๊ะ “ข้าได้ดีกับท่านซวี ออกมาจากนรกนั้นได้อย่างยากเย็น ข้าก้มหน้ารับความอัปยศ เอาใจประจบประแจง ก็เพื่ออาศัยท่านซวีปีนขึ้นไปสู่ที่สูงกว่านั้น จะได้มีโอกาสเข้าใกล้กุ้ยเฟยอวิ๋น”
สีหน้าของเขาปะทุด้วยความดุร้ายน่ากลัว “ข้าจะแก้แค้น ข้าจะระเบิดกุ้ยเฟยอวิ๋นด้วยระเบิดเพลิงที่ข้าทำขึ้นเองต่อหน้าธารกำนัล ให้หล่อนแหลกเป็นชิ้น ๆ ตายไม่เหลือซาก!”
เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งก้องสะท้อนไปทั่วโรงครัว
วั่นซิงเอ๋อร์เอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัง ๆ “แล้ว...ท่านซวีตายไปแล้ว เจ้าก็เป็นอิสระไม่ใช่หรือ? เหตุใดยังต้องตามมาถูกเนรเทศยังแดนหนาวเย็นเช่นนี้อีก?”
