“เสี่ยวลู่จื่อ” จวินเฉินอวี้เพียงทอดพระเนตร กงกงลู่ก็เข้าใจทันที รีบเดินไปด้านหน้า ทว่าเมื่อไปถึงกลับไม่พบสิ่งใด
“ฮ่องเต้ ทางนี้ไม่มีผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ” กงกงลู่เดินกลับมา
ความตื่นตระหนกในพระทัยของจวินเฉินอวี้ค่อยสงบลงชั่วคราว เขายกมือคลึงหว่างคิ้ว “เมื่อครู่เราคงมองผิดไป ไปตำหนักเหยาหวา”
พระองค์ทรงคิดถึงแงม่วน แต่พลันนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบกระดาษเซวียนจื่อที่เขียนชื่อเอาไว้เมื่อครู่ “เสี่ยวลู่จื่อ ไปเอากระดาษเซวียนจื่อบนโต๊ะทรงงานมา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลังเกี้ยวหลวงเคลื่อนผ่านไป หญิงสาวผู้สวมผ้าคลุมหน้าจึงก้าวออกมาจากหลังร่มไม้ จับจ้องแผ่นหลังของจวินเฉินอวี้นิ่งงัน
ภายในตำหนักเหยาหวา กู้โม่เวยเคี่ยวซุปเอาไว้ ทว่าเวินอวิ๋นเหมียนกลับไม่เจริญอาหาร
อวิ๋นหย่างเห็นว่าเหนียงเหนียงยังคงสงบนิ่งไร้ความผิดปกติ ทว่าความจริงแล้วนางดูออกว่าเหนียงเหนียงกำลังกังวลถึงสถานการณ์นอกวัง
อวิ๋นหย่างจึงกล่าวว่า “เหนียงเหนียง วันนี้หมอหลวงหนีเข้าเวรอยู่ที่กรมหมอหลวง บ่าวเห็นสีพระพักตร์ของเหนียงเหนียงไม่สู้ดี คิดว่าคงทรงไม่สบายเพราะตั้งครรภ์ บ่าวจะไปเชิญหมอหลวงหนีมาตรวจชีพจรให้เหนียงเหนียงดีหรือไม่”
เวินอวิ๋นเหมียนมองอวิ๋นหย่าง “ไปเถิด”
หลังอวิ๋นหย่างออกไป เวินอวิ๋นเหมียนก็เล่าเรื่องที่ฮองเฮาตรัสในวันนี้ให้โม่เวยฟัง
กู้โม่เวยชะงักไป “พี่หญิงหมายความว่าจะให้ข้าแต่งไปจวนฉางผิงโหวที่เมืองเหยียนโจวหรือ”
“ใช่แล้ว คุณชายเยว่แห่งจวนโหวเป็นคนดี มีคุณธรรมและประพฤติตนเที่ยงตรง เป็นสุภาพบุรุษ หากเจ้าแต่งกับเขา เขาจะต้องปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดีแน่”
กู้โม่เวยมองเรื่องนี้ได้ชัดเจนไม่ต่างจากเวินอวิ๋นเหมียน นางรู้ว่าแม้บัดนี้พี่หญิงจะได้รับความโปรดปรานในฐานะพระสนมหยวนเฟย ทว่ารากฐานของตระกูลกู้ยังอ่อนแอ ตระกูลที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างแท้จริงย่อมไม่เลือกผูกสัมพันธ์ทางการแต่งงานกับพวกนาง
