เวินอวิ๋นเหมียนเขียนจดหมายเสร็จแล้วจึงถามอวิ๋นหย่างว่าตอนนี้ยามใด พอเห็นว่าเวลาใกล้เคียงแล้ว นางก็เปลี่ยนชุดทันที ก่อนมุ่งหน้าออกจากศาลามู่ตาน
อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยเห็นเวินอวิ๋นเหมียนกำลังจะออกไป ก็รีบตามไป “นายหญิงน้อยจะไปที่ใดหรือ จะไปพบฮ่องเต้หรือเจ้าคะ”
เวินอวิ๋นเหมียนส่ายหน้า “ข้าจะไปพบคนผู้หนึ่ง ได้พบเขาแล้วข้าถึงจะรู้ว่าทำไมฮ่องเต้จึงทรงเมินเฉยต่อข้า พวกเจ้าสองคนไม่ต้องตามไป ข้าจะกลับมาอีกสักพัก อย่าให้ใครรู้ว่าข้าออกไป”
ได้ยินเช่นนั้น อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร จึงพยักหน้ารับ พวกนางรู้ดีว่านายหญิงน้อยย่อมมีแผนการอยู่ในใจ เวลานี้ทำตามคำสั่งของนายหญิงน้อยอย่างว่าง่ายก็พอ
เวินอวิ๋นเหมียนเดินไปตามทางที่ไร้ผู้คน กระทั่งหลบเลี่ยงกองทหารราชวังมาถึงทางเดินในวังแห่งหนึ่ง นางจึงหยุดฝีเท้า
นางคำนวณเวลา ตามความเคยชินของเขาในชาติก่อน อีกไม่นานเขาก็น่าจะมาถึงที่นี่
เป็นดังที่เวินอวิ๋นเหมียนคาดไว้ รอเพียงครู่เดียวก็เห็นร่างสง่างามผุดผ่องดุจหยกและสายลม เดินมาจากที่ไม่ไกล
เขาแตกต่างจากหนีอวี้เหิง บนตัวเขามีเพียงความเย็นชาและห่างเหินที่เวินอวิ๋นเหมียนมองเห็น
เขาคือรักแรกในใจของเวินอวิ๋นเหมียนในชาติก่อน และเป็นผู้ยึดถือธรรมเนียมระหว่างขุนนางกับฮ่องเต้อย่างเคร่งครัด
เมื่อได้เห็นเขาอีกครั้ง เวินอวิ๋นเหมียนก็รู้สึกพร่าเลือน ไม่ได้พบกันเสียนาน เซี่ยอวิ๋นเจี้ยน
ชาติก่อนเขารับราชการจนได้เป็นอัครมหาเสนาบดี คอยช่วยเหลือนางมาตลอดชีวิต ท้ายที่สุดกลับล้มป่วยตายระหว่างเดินทางไปบรรเทาทุกข์จากภัยหิมะด้วยตนเอง
สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้พบกันเป็นครั้งสุดท้าย
ตอนที่พบศพของเขา ในมือยังคงกำต่างหูข้างหนึ่งของนาง ซึ่งนางทำตกไว้บนพื้นโดยไม่ตั้งใจในคราวนั้น
เวินอวิ๋นเหมียนเพิ่งดึงสติกลับมาได้ เมื่อชายผู้นั้นเดินมาถึงตรงหน้า
เซี่ยอวิ๋นเจี้ยนเดินมาหยุดตรงหน้า ยกมือคำนับอย่างเย็นชา “ข้าน้อย เซี่ยอวิ๋นเจี้ยน ซื่อจื่อแห่งจวนโหวผิงหนิง ขอคารวะว่านกุ้ยเหริน”
