เมื่อได้ยินเสียง เวินอวิ๋นเหมียนหันไปมอง ก็เห็นหนีอวี้เหิงเดินเข้ามา
เขามีรูปร่างสูงโปร่งสง่า ยามอยู่ใต้แสงราตรียิ่งดูอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยมาดบัณฑิต คิ้วตาฉายแววเย่อหยิ่งในความสามารถของตน
หนีอวี้เหิงที่เอาแต่โอ้อวดต่อหน้านางมาตลอดชาติที่แล้ว เป็นคนดื้อรั้นไม่ยอมใครและทะนงตนอย่างยิ่ง แต่ก็หาได้ยากที่เขาจะจงรักภักดี
บัดนี้ได้กลับมาเกิดใหม่และพบเขาอีกครั้ง เขายังดูอ่อนเยาว์ มิใช่เจ้าคนเจ้าเล่ห์มากประสบการณ์อย่างในชาติที่แล้ว
เมื่อเห็นเวินอวิ๋นเหมียนหยุดฝีเท้า หนีอวี้เหิงก็ยกมือคารวะอย่างนอบน้อม “กระหม่อมหนีอวี้เหิง ขอคารวะว่านกุ้ยเหริน”
เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มบาง ๆ นางยังไม่ค่อยชินกับการวางมาดสุภาพใส่คนคุ้นเคยเก่าแก่ “ใต้เท้าไม่ต้องมากพิธี”
“วันนี้กระหม่อมได้ยินมาว่าเป็นว่านกุ้ยเหรินที่แนะนำให้กระหม่อมมาที่นี่ กระหม่อมเข้าใจดีว่ากุ้ยเหรินต้องการมอบโอกาสให้กระหม่อมได้สร้างชื่อ อีกทั้งยังต้องการให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นความสามารถของกระหม่อม กระหม่อมขอขอบคุณกุ้ยเหริน ณ ที่นี้!”
เวินอวิ๋นเหมียนมีสีหน้าอ่อนโยน ดวงตาคู่งามฉายรอยยิ้มบาง ๆ “ในเมื่อเจ้าดูออกว่าข้ากำลังช่วยเจ้า เจ้าก็ควรคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดี ส่วนจะทำให้ฮ่องเต้ทรงเห็นความสามารถและแต่งตั้งเจ้าให้รับใช้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าเอง”
แววตาของหนีอวี้เหิงเปลี่ยนไป ความจริงตอนแรกที่เขาเข้าวังก็แค่หวังหาเงินเท่านั้น แต่การได้เลื่อนตำแหน่งก็เป็นเรื่องดี เขาจึงรีบรับคำ “กุ้ยเหรินโปรดวางใจ กระหม่อมจะไม่ทำให้ความเมตตาที่กุ้ยเหรินมีต่อกระหม่อมสูญเปล่า หากวันหน้ากระหม่อมมีโอกาสได้สร้างชื่อ กระหม่อมจะตอบแทนกุ้ยเหรินอย่างแน่นอน”
