เซี่ยอวิ๋นเจี้ยนชะงักงัน จ้องเวินอวิ๋นเหมียนอย่างเหม่อลอย “ไม่คิดเลยว่ากุ้ยเหรินจะมีความคิดลึกซึ้งเช่นนี้ เช่นนี้อาจารย์ก็มีหวังรอดพ้นโทษประหารแล้ว หากกุ้ยเหรินไม่เตือน กระหม่อมคงคิดไม่ถึงเรื่องนี้ มีแต่จะมุ่งหน้าไปขอความเมตตาในท้องพระโรงอย่างเดียว”
เวินอวิ๋นเหมียนยิ้ม “เจ้าใช่ว่าคิดไม่ถึง เพียงแต่เป็นห่วงจนใจร้อนต่างหาก”
เซี่ยอวิ๋นเจี้ยนเก็บแววตา คิ้วเข้มคมชัด ยามไม่พูด ริมฝีปากก็เม้มเป็นเส้นตรง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เซี่ยอวิ๋นเจี้ยนจึงเอ่ยกับเวินอวิ๋นเหมียน “กุ้ยเหรินมีเรื่องใดอยากถามกระหม่อมหรือไม่”
เวินอวิ๋นเหมียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าตามตรง “ข้าอยากรู้ว่าเมื่อสองวันก่อน เหตุใดฮ่องเต้จึงกริ้วขึ้นมากะทันหันในท้องพระโรง”
เมื่อได้ยินเวินอวิ๋นเหมียนถาม เซี่ยอวิ๋นเจี้ยนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “กระหม่อมจำได้ว่าเวลานั้นบิดาของกุ้ยเหรินทูลฮ่องเต้ว่า ตนยังมีบุตรสาวอีกคนที่ไม่เคยถวายงานบนแท่นบรรทม ทั้งยังมีร่างกายแข็งแรง ตั้งครรภ์ได้ง่าย จึงขอให้ฮ่องเต้ทรงคำนึงถึงแผ่นดินและพระโอรสธิดาของราชวงศ์ แล้วโปรดปรานนาง เจิ้นกั๋วกงก็ลุกขึ้นช่วยท่านโหวเสนอเรื่องนี้ กดดันฮ่องเต้ไปด้วย”
แววตาของเวินอวิ๋นเหมียนเย็นเยียบลง ไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับบิดาโง่เขลาของนางจริง ๆ!
หากมิใช่เพราะจวินเฉินอวี้มีใจให้สนมซู อีกทั้งอำนาจของบ้านเจิ้นกั๋วกงยังสลับซับซ้อนฝังรากลึกในราชสำนัก ยากจะขยับเขยื้อน ฮ่องเต้คงไม่อดทนไว้บ้างเช่นนี้ ส่วนบิดาโง่เขลาของนางกลับคิดว่าเมื่อเกาะเจิ้นกั๋วกงไว้ได้ก็จะกดดันฮ่องเต้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าหากไม่มีเจิ้นกั๋วกง วันนั้นจวนโหวของนางคงถูกถอนรากถอนโคนไปแล้ว!
ฮ่องเต้ผู้ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัยเยาว์ พอเติบใหญ่ก็ถือครองอำนาจเด็ดขาด จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
