เวินอวิ๋นเหมียนได้ยินเขากล่าวว่า ไม่ว่าผลแพ้ชนะจะเป็นเช่นไร เขาก็จะผลักนางขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮา แต่นางหาได้เชื่อไม่ เพราะนางไม่เคยเชื่อถ้อยคำเหล่านี้
ต่อมา ฉินเจากลับกล่าวว่า “คำทำนายทั้งหลายในเมืองหลวง ข้าก็ได้ยินมาแล้ว ราชครูผู้นั้นเป็นเพียงเฒ่าตัวบัดซบ กล้ากล่าวหาเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม ข้าก็จะทำให้มันไม่มีแม้แต่กระดูกเหลืออยู่”
เวินอวิ๋นเหมียนตกใจ รีบเอ่ยตำหนิ “เหตุใดเจ้าจึงคิดจะฆ่าคนอยู่ร่ำไป ชื่อเสียงอันชั่วร้ายของเจ้ายังเลื่องลือไปไม่ไกลพออีกหรือ”
ถูกเวินอวิ๋นเหมียนตำหนิ ฉินเจาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่กลับเชื่อฟังยิ่ง ไม่โต้เถียง “เรื่องอื่นข้าย่อมวางแผนให้รอบคอบ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับเจ้า ข้าอยากตัดปัญหาให้สิ้นในคราวเดียว”
เห็นเวินอวิ๋นเหมียนนิ่งเงียบ เขาก็นึกว่านางโกรธ “อย่าโกรธเลย ข้าผิดไปแล้ว...”
เวินอวิ๋นเหมียนยังคงเงียบ ฉินเจาเห็นเช่นนั้นจึงรีบกล่าวถึงอีกเรื่อง
เปลี่ยนเรื่องพูดเสียย่อมไม่ผิด
“จริงสิ ยามนี้ชาวเมืองหลวงต่างพากันร้องทุกข์ แม้เมื่อครึ่งเดือนก่อนจะมีฝนตก แต่ก็มีเพียงบริเวณเล็ก ๆ ในเมืองหลวง ทั้งยังช่วยอะไรไม่ได้ บัดนี้ข้าให้คนขนเสบียงที่กักตุนไว้จากหย่งโจวมาที่นี่แล้วกว่าครึ่ง ข้าจะให้คนแจกจ่ายเสบียงเหล่านี้ในนามของเจ้า หากผู้ใดยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์เจ้าแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะเอาชีวิตมัน”
เวินอวิ๋นเหมียนเงยหน้าขึ้น ที่แท้จุดประสงค์อีกอย่างที่ฉินเจามาครั้งนี้ก็คือช่วยนางแก้ปัญหานี้
“บุญคุณใหญ่หลวงเช่นนี้ของท่านอ๋อง เปิ่นกงรับไว้ไม่ไหว”
“ข้าจะช่วยชาวบ้านเหล่านี้เอง ไม่ได้หรือ” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แฝงความเกียจคร้านและเอื่อยเฉื่อยอยู่เสมอ
