ริมสระไท่เย่ มีสตรีนางหนึ่งสวมกระโปรงโปร่งสีขาว ยืนเท้าเปล่าอยู่ริมทะเลสาบ ท่าทางของนางช่างอ้างว้างยิ่งนัก เมื่อสายลมพัดผ่าน ร่างนั้นก็นิ่งงันประหนึ่งท่อนไม้
ยามจวินเฉินอวี้นำกองทหารราชวังมาถึง เขาก็รีบก้าวเข้าไปทันที
หนิงฉือจินได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงหันกลับมาทั้งน้ำตา ครั้นเห็นจวินเฉินอวี้กำลังเดินเข้ามา นางก็รีบเอ่ยว่า “ฮ่องเต้อย่าเสด็จเข้ามาเพคะ”
เส้นเลือดบนหน้าผากจวินเฉินอวี้เต้นตุบ เขาหยุดฝีเท้า ก่อนจะถามด้วยความอดทนว่า “เจ้าเป็นอะไรอีก เหตุใดดึกดื่นถึงมายืนอยู่ที่นี่ รู้หรือไม่ว่าสระไท่เย่ลึกเพียงใด หากพลาดพลัดตกลงไปจะอันตรายเพียงใด!”
“เชื่อฟังแล้วเดินมา”
หนิงฉือจินสะอื้นเอ่ยว่า “หม่อมฉันเพียงฝันถึงน้องสาวของตนเอง แต่พอตื่นขึ้นมากลับได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเฟยผินนางอื่น หม่อมฉันจึงทุกข์ใจ ทั้งยังสงสารน้องสาวด้วย ถึงได้มายืนรับลมอยู่ที่นี่เพคะ”
ถ้อยคำไร้กาลเทศะเช่นนี้ หนิงฉือจินกลับกล่าวออกมาอย่างไม่คิด
ท่านกงกงลู่และคนอื่น ๆ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ฮองเฮานำเหล่าเฟยผินตามมาถึงติด ๆ เหล่าเฟยผินที่อยู่เบื้องหลังต่างมองเงาร่างริมสระด้วยความประหลาดใจ
นางเป็นใครกัน พวกนางไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ผู้ที่อึดอัดใจที่สุดในบรรดานั้นคือเหยียนฉางจ้าย คืนนี้เดิมทีนางควรเป็นคนแรกที่ได้ถวายงาน แต่เพิ่งถูกหามไปถึงตำหนักเฉาหยาง ก็มีคนเข้ามารายงานว่าแม่นางแซ่หนิงหายตัวไป
ฮ่องเต้พลันหันหลังจากไป แม้แต่จะมองนางสักแวบก็ยังไม่เหลียวมอง
บัดนี้เมื่อได้เห็นแม่นางแซ่หนิงที่ขันทีผู้นั้นกล่าวถึง เหยียนฉางจ้ายก็หรี่ตาลงอย่างเย็นชา
เมื่อเวินอวิ๋นเหมียนเดินเข้ามา เหล่าเฟยผินต่างหลีกทางให้พร้อมก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
