“ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตของกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย” ฉินผินไม่รู้ว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงให้นางพูดเช่นนี้ นางไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้นในยามนี้ เห็นเพียงว่าทั้งในวังและนอกวังล้วนเป็นไปตามปกติ
เมื่อพูดจบ นางก็ไม่คิดต่อให้ลึกซึ้งอีก
……
อากาศอึมครึม เมฆดำทะมึน!
จวินอวิ๋นโจวพลันปรากฏตัวขึ้นใกล้ระเบียงทางเดิน ขณะที่อวิ๋นเฟยกำลังจะยกน้ำแกงโสมกลับตำหนักเหยาหวา จู่ ๆ ก็ถูกคนปิดปากปิดจมูก!
อื้อ ๆ!
อวิ๋นเฟยมองเขาด้วยความหวาดกลัว ทว่าคิดไม่ถึงว่าร่างกายจะอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ
“ตามข้าไป!” หางตาของจวินอวิ๋นโจวฉายแววเย็นเยียบ ดวงตาของเขาไม่เคยมีอารมณ์ใด มีเพียงการทำทุกวิถีทางและไอสังหารเต็มเปี่ยม ตอนพาอวิ๋นเฟยจากไปจึงไม่ปรานีแม้แต่น้อย เขาบีบคอนางราวกับลากเหยื่อที่ถูกลูกธนูยิงจนบาดเจ็บ
ราตรีมืดมิด
เสียงสนั่นครืนครั่นดังขึ้น เมฆดำที่ปกคลุมท้องฟ้ามาหลายวันถูกสายฟ้าผ่าจนแยกออก
ฝนกระหน่ำลงมาราวฟ้ารั่ว!
ฉินเจาได้ยินข่าวจากในวัง ใบหน้าเย็นชาดุจหมึก ทั้งยังแผ่ไอสังหาร “ดูท่าจวินเฉินอวี้สงสัยเหมียนเหมียนจริง ๆ ทั้งยังทำร้ายนาง”
คำว่า ‘ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย’ ประหนึ่งเข็มทิ่มแทงหัวใจฉินเจา
เขากำหมัดแน่น ก่อนทุบลงบนโต๊ะอย่างแรง
เซียวอิ่งและคนอื่น ๆ ก้มหน้าด้วยความหวาดหวั่น
เซียวหาน ลูกน้องอีกคนเอ่ยว่า “ท่านอ๋อง หากนี่เป็นข่าวที่ฮ่องเต้จงใจปล่อยออกมาเล่า?”
ฉินเจาจะไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร “กุ้ยเฟยบาดเจ็บและถูกลงโทษจนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ต่อให้เป็นแผนของจวินเฉินอวี้ ข้าก็ไม่อาจนั่งรอความตายได้”
“เพราะข้าเสี่ยงพนันไม่ได้”
เขาไม่กล้าเอาชีวิตของเหมียนเหมียนมาเดิมพัน
เวลานั้นเอง ทหารนายหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาจากด้านนอก “ท่านอ๋อง! อี้หวางขอเข้าพบขอรับ”
