แท้จริงแล้วหนีอวี้เหิงไม่มีความกล้าพอจะหลอกลวงฉินเจา ทว่ายามนี้เขาก็เข้าใจแล้วว่า บางครั้งเหนียงเหนียงมิได้เต็มใจข้องเกี่ยวกับติ้งชินอ๋อง ส่วนใหญ่เป็นติ้งชินอ๋องที่คิดไปเองฝ่ายเดียว
เพื่อความปลอดภัยของเหนียงเหนียง หากทำให้ติ้งชินอ๋องตัดใจจากความคิดไม่สมควรได้ก็ดีเหมือนกัน
“เหนียงเหนียงตรัสเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ มิฉะนั้นเหนียงเหนียงจะไม่ยอมพบพระองค์ได้อย่างไร กระหม่อมจำได้ว่าหน่วยมืดข้างกายท่านอ๋องน่าจะไปกราบทูลเหนียงเหนียงแล้ว ทว่าเหนียงเหนียงกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ท่านอ๋องยังไม่เข้าใจอีกหรือพ่ะย่ะค่ะว่าเป็นเพราะเหตุใด”
ลูกกระเดือกของฉินเจาขยับ มือที่กำด้ามกระบี่ส่งเสียงกรอด นิ้วมือเรียวยาวและข้อนิ้วซีดขาวจนน่ากลัว
เขาก้มหน้าลง เงียบงันไม่เอ่ยคำใด
หนีอวี้เหิงเห็นดังนั้นก็ยกมือคารวะอย่างนอบน้อม “ถึงเวลาที่กระหม่อมต้องจับชีพจรให้เหนียงเหนียงแล้ว สมควรกลับกรมหมอหลวงไปรายงานผล กระหม่อมขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นหนีอวี้เหิงจากไป เซียวอิ่งนิ่งไปครู่หนึ่งจึงถามขึ้นว่า “นายท่าน ในเมื่อพระสนมเหวี่ยนไม่เต็มใจพบพระองค์ เช่นนั้นพวกเรา...”
หางตาฉินเจาแดงก่ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่าเหมียนเหมียนจะรังเกียจเขา
“เมื่อเปิ่นหวังเดินทางไปเมืองยงโจวแล้ว ต่อจากนี้ก็จะเป็นศึกที่ไม่รู้ว่าจะรอดหรือตาย เปิ่นหวังอยากพบหน้านางอีกสักครั้ง จะได้จดจำรูปลักษณ์ของนางไว้”
แม้ทุกวันเขาจะวาดภาพใบหน้านางไว้ในใจ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบกับการได้เห็นนางด้วยตาตนเองอีกสักครั้ง
“รออีกหน่อย”
“แต่ทางฮ่องเต้...”
“หากฮ่องเต้เสด็จมาเรือนหลาน เปิ่นหวังจะจากไปเอง”
น้ำเสียงของฉินเจาเด็ดขาดไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
