เมื่อได้ยินเซียงโม่กล่าวเช่นนั้น ฮองเฮาจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก “พูดไม่ผิด เปิ่นกงเลอะเลือนไปแล้วจริง ๆ เจ้าจงให้คนจับตาดูแม่นางแซ่หนิงผู้นั้น ดูว่านางเป็นคนซื่อตรงหรือไม่ หากคิดได้คืบจะเอาศอก เปิ่นกงก็ไม่รังเกียจที่จะกำจัดนางเสีย”
“เพคะ”
……
จวินเฉินอวี้ไม่ได้ไปพบหนิงซวงเสวี่ย เขายังมีราชกิจต้องจัดการ เรื่องขุนนางเมืองผิงหยางก็ยังต้องสะสาง หนิงซวงเสวี่ยจึงพักอยู่ที่ตำหนักข้างของตำหนักเฉาหยางไปก่อน
บิดามารดาของหนิงซวงเสวี่ยถูกจัดให้อยู่ในเรือนหลังหนึ่งในเมืองหลวง ส่วนผู้ติดตามที่เข้าวังมาพร้อมนางครานี้คือสาวใช้ชื่อโม่ลี่
หนิงซวงเสวี่ยมองการตกแต่งรอบกายที่หรูหราโอ่อ่าเช่นนี้ นางแทบไม่เคยพบเห็นมาก่อน จิตใจจึงค่อย ๆ จมดิ่งไปกับความมั่งคั่งตรงหน้า
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม โม่ลี่จึงกลับมา “คุณหนู”
หนิงซวงเสวี่ยไม่ชอบคำเรียกนี้ยิ่งนัก เพราะฟังดูราวกับนางไร้ชื่อไร้ฐานะ ทว่านางก็อดทนไว้ เพราะรู้ดีว่าวังหลวงลึกล้ำยากหยั่งถึง
“เป็นอย่างไรบ้าง สืบเรื่องราวคร่าว ๆ ในวังได้ชัดเจนแล้วหรือไม่?”
วันนี้ฮ่องเต้เสด็จกลับวัง ทุกตำหนักต่างวุ่นวาย การสืบข่าวจึงทำได้ง่ายขึ้น
โม่ลี่กล่าวว่า “บ่าวสืบทราบว่า ในวังนอกจากฮองเฮาเหนียงเหนียงแล้ว กุ้ยเฟยหยวนเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานยิ่งที่สุด ส่วนบรรดาพระสนมมีหรงเฟยกับสนมฮุ่ย ที่เหลือในตำแหน่งผิน ผู้ที่ได้รับความโปรดปรานอยู่บ้างคือฉินผิน”
“ฉินผินสนิทสนมกับกุ้ยเฟย ส่วนสนมฮุ่ยเป็นคนจิตใจบริสุทธิ์ค่อนข้างเรียบง่าย หรงเฟยร่างกายอ่อนแอ ทว่ารับหน้าที่ดูแลกิจการต่าง ๆ ในฝ่ายในแทน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของหนิงซวงเสวี่ยก็วูบผ่านความลึกล้ำ ความอ่อนแอบอบบางพลันเลือนหายไป
นิ้วมือของนางลูบม่านลูกปัดตรงหน้า หากต้องการอยู่รอดในวังหลวง คู่ต่อสู้ของนางก็คือกุ้ยเฟยหยวน
