ชั่วขณะที่เวินอวิ๋นเหมียนได้ยินว่าเซี่ยอวิ๋นเจี้ยนมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน หัวใจพลันเจ็บแปลบประหนึ่งถูกเข็มทิ่มแทง ด้วยความตื่นตระหนก ถ้วยชาในมือจึงร่วงลงพื้น
ปัง! ถ้วยชาแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ในพริบตา
คิ้วตาคมเข้มของจวินเฉินอวี้เย็นชาอย่างยิ่ง มือที่ห้อยอยู่ข้างกายพลันกำแน่น
นางใส่ใจเซี่ยอวิ๋นเจี้ยนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ถึงกับตกใจจนทำถ้วยชาแตก?
เพลิงโทสะพลุ่งพล่านอยู่ในอก ดวงเนตรหงส์ของจวินเฉินอวี้เย็นเยียบถึงขีดสุด
ทว่าเวินอวิ๋นเหมียนในตำหนักกลับฝืนข่มคำถามทั้งหมดที่อยากเอ่ยไว้
นางมิใช่คนที่จะพูดทุกสิ่งออกมา ยามนี้ยังมีนางกำนัลอยู่ในตำหนัก นางไม่กล้าเสี่ยง
แต่เหตุใดอวิ๋นเจี้ยนจึงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน...
เรื่องนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?!
ขณะที่กู้โม่เวยกำลังตกตะลึงจนเตรียมจะเอ่ยปาก สายตาของเวินอวิ๋นเหมียนก็เห็นเงาร่างสีเหลืองสว่างที่ก้าวเข้ามาจากนอกตำหนัก
ลมหายใจของเวินอวิ๋นเหมียนพลันสะดุด
เหตุใดฮ่องเต้จึงอยู่ด้านนอก?
เห็นสีหน้าของเวินอวิ๋นเหมียนผิดปกติ กู้โม่เวยจึงรีบหันไปมอง พอเห็นฮ่องเต้เสด็จเข้ามาด้วยสีหน้าหม่นคล้ำ ความคิดของนางก็เริ่มแล่นฉับไว
นางจำได้ว่า ก่อนหน้านี้หากซื่อจื่อสกุลเซี่ยมีจดหมายจะส่งให้พี่หญิงเหมียน ก็จะอ้างชื่อบิดาหรือพี่ชายส่งมาเสมอ
นั่นก็เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา
เมื่อครู่ฮ่องเต้อยู่ด้านนอก หรือว่าจะได้ยินเข้าแล้ว?
แย่แล้ว นางไม่ควรเอ่ยถึงซื่อจื่อสกุลเซี่ยเลย
จวินเฉินอวี้แหวกม่านไข่มุกแล้วก้าวเข้ามา
เวินอวิ๋นเหมียนกับกู้โม่เวยรีบลุกขึ้นถวายคำนับ
“ถวายพระพรฮ่องเต้”
เวินอวิ๋นเหมียนถามอย่างสงสัย “ฮ่องเต้ไม่ได้เสด็จไปจัดการราชกิจหรือเพคะ?”
“กลับมาเอาภาพวาด” น้ำเสียงของจวินเฉินอวี้ไร้ความรู้สึก เขายื่นมือออกมา ทว่ามิได้โน้มกายลง
