ยามหนีอวี้เหิงมาเข้าเฝ้าเวินอวิ๋นเหมียน ก็เห็นนางนั่งอยู่ข้างตั่งนุ่ม มือยันโต๊ะเตี้ย สีหน้าเย็นชา
“กระหม่อมถวายคำนับเหนียงเหนียง”
“หนีอวี้เหิง บัดนี้เจ้ามีความสามารถขึ้นแล้ว ถึงกับกล้าหลอกเปิ่นกงใช่หรือไม่?” เวินอวิ๋นเหมียนปรายตามองอย่างเย็นชา
ตั้งแต่กลับชาติมาเกิดจากชาติก่อนจนถึงยามนี้ นางเชื่อใจหนีอวี้เหิงเกินไป ชาติก่อนใช้ชีวิตร่วมกับเขามาทั้งชีวิต ชาตินี้จึงเคยชินกับการเชื่อทุกคำที่เขาพูดอย่างหมดใจ
ทว่ายามนี้นางเพิ่งพบว่าหนีอวี้เหิงกำเริบเสิบสานเกินไป ถึงกับคิดตัดสินใจแทนนางได้แล้ว
เขากล้าปิดบังอาการป่วยของอวิ๋นเจี้ยนได้อย่างไร!
สีหน้าหนีอวี้เหิงแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เขาคุกเข่าลงทันที “กระหม่อมไม่ทราบว่าทำผิดเรื่องใด ขอเหนียงเหนียงโปรดลงโทษ”
“คราวก่อนเจ้าบอกข้าว่าผู้ที่เพาะกู่จะไม่เป็นอะไรมาก ทว่าความจริงกลับมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน!”
หนีอวี้เหิงชะงักงัน คิดไม่ถึงว่าตนปิดบังได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ เหนียงเหนียงก็ยังรู้จนได้
แววตาเวินอวิ๋นเหมียนคมกริบ “ยังมีเรื่องใดปิดบังเปิ่นกงอีกหรือไม่ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เปิ่นกงจะให้เจ้า”
หนีอวี้เหิงกำมือแน่น เขาไม่กล้าขัดใจเวินอวิ๋นเหมียน เดิมทีการปิดบังเหนียงเหนียงก็เป็นความผิดใหญ่หลวงแล้ว หากไม่ยอมบอกในยามนี้ เกรงว่าคงไม่มีโอกาสรับใช้ข้างกายนางอีกต่อไป
