เมื่อมองฉินเจา ความหวาดกลัวต่อหุบเขาลึกในใจเวินอวิ๋นเหมียนก็พรั่งพรูออกมา
นางรู้ว่าฉินเจาเป็นคนร้ายกาจ แต่เขาไม่เคยร้ายกับนาง ดังนั้นในวินาทีที่ฉินเจาปรากฏตัว สำหรับนางแล้ว นั่นคือการปลอบประโลมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เวินอวิ๋นเหมียนโผเข้าหาอ้อมอกเขา
ร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นแนบชิดเข้ากับอกของเขา ฉินเจาพลันแข็งทื่อไปทั้งร่าง
อ้อมกอดที่มาอย่างกะทันหันประหนึ่งกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านกลางใจ หัวใจเต้นรัว ท่ามกลางความตื่นตะลึงยังมีความยินดีและความลนลานแฝงอยู่เล็กน้อย
ลูกกระเดือกเขาขยับ มือที่แข็งเกร็งโอบกอดนางไว้ “เหมียนเหมียนอย่ากลัว ข้าอยู่นี่”
เวินอวิ๋นเหมียนซบหน้าลงบนไหล่เขา สะอื้นแผ่วเบา นางไม่ใช่คนอ่อนแอเจ้าน้ำตา ทว่าในหุบเขาลึกที่มีทั้งหมาป่าและสุนัขป่าป้วนเปี้ยนอยู่ทุกเมื่อ แม้นางจะแข็งแกร่งเพียงใด ยามนี้ก็อดร้องไห้ไม่ไหว
“ข้านึกว่าจะถูกหมาป่ากินเสียแล้ว”
ฉินเจาลูบเรือนผมยาวนุ่มสลวยของนาง สายตาอ่อนโยนจับจ้องนางอย่างหลงใหล เขาจงใจหยอกเย้าให้นางผ่อนคลาย “ไม่มีทาง หมาป่าไม่กินหญิงงามอย่างเหมียนเหมียนหรอก”
เมื่อสัมผัสได้ว่าลมหายใจของหญิงสาวในอ้อมอกค่อย ๆ สงบลง ฉินเจาจึงเอื้อมมือช้อนนางขึ้น พาไปยังที่ราบเรียบแห่งหนึ่ง แล้วปลดเสื้อคลุมของตนออกมาปูรองไว้
เวินอวิ๋นเหมียนมองการกระทำของเขาเงียบ ๆ แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตากระจ่างใส โชคดีที่เมื่ออยู่ข้างกายเขา นางได้รับการทะนุถนอมอย่างยิ่งเสมอมา
แสงจันทร์สาดส่องจากด้านนอก สะท้อนใบหน้าด้านข้างอันคมคายของฉินเจา
เวินอวิ๋นเหมียนจึงเพ่งมองเขาอย่างละเอียด
เขาเพิ่งรอดชีวิตจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ข้างกายนางได้...
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่ได้เอ่ยถามตรง ๆ
นางยกยิ้มมุมปาก เมื่อก่อนบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นยมทูตมีชีวิตซึ่งใคร ๆ ต่างหวาดกลัว นางยังไม่กล้าสบตาเย็นชาเฉียบคมของเขา ทว่าบัดนี้กลับรู้สึกว่าฉินเจารูปงามยิ่งนัก...
แต่คล้ายเวินอวิ๋นเหมียนนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบถาม “หนีอวี้เหิงเล่า?”
นางส่งหนีอวี้เหิงไปช่วยคน ไม่ว่าอย่างไร อวิ๋นเจี้ยนกับฉินเจาก็ต้องรับรองให้หนีอวี้เหิงของนางปลอดภัยไร้เรื่องร้าย
