วันรุ่งขึ้น เรื่องที่ฉุนกุ้ยเหรินถวายงานฮ่องเต้แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง ยามเช้าฮ่องเต้ยังพระราชทานสิ่งของให้นางไม่น้อยก่อนเสด็จไปว่าราชการ ทั้งยังได้ยินมาว่า ตอนเสด็จออกจากตำหนักชั่วเหอของนาง ฮ่องเต้รับสั่งต่อหน้าทุกคนให้ฉุนกุ้ยเหรินรอพระองค์อีกครั้งในคืนนี้
สามสี่วันถัดมา ฉุนกุ้ยเหรินก็เป็นผู้ถวายงานฮ่องเต้เพียงคนเดียว
เดิมทีฮ่องเต้จะเสด็จเข้าวังหลังเพียงครั้งหนึ่งในทุกสิบวันครึ่งเดือน แต่กลับทรงยกเว้นให้ฉุนกุ้ยเหรินหลายครา
นี่นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ชั่วขณะนั้นจึงดึงดูดความสนใจของคนทั้งวัง
แม้แต่ว่านกุ้ยเหรินผู้เป็นที่โปรดปรานมาโดยตลอด ก็ยังถูกฮ่องเต้ทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง
ยามนี้ทั่วทั้งวังต่างเล่าลือกันอย่างอื้ออึง ผู้คนไม่น้อยพากันยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น พลางถอนใจว่าว่านกุ้ยเหรินสิ้นพระเมตตาเสียที หากนางยังเป็นที่โปรดปรานเหนือใครเช่นเดิม มีนางเฟยผินคนใดบ้างที่จะไม่ริษยา
เมื่อเวินอวิ๋นเหมียนได้ข่าว นางกำลังอ่านรายชื่อผู้ที่จะคัดเลือกเป็นนางรำครั้งนี้ เอนกายพิงอยู่ด้านข้างตั่งหลัวฮั่น
อวิ๋นเฟยเปลี่ยนกำยานถานเซียงที่มอดหมดแล้วในกระถางกำยานรูปสัตว์เคลือบทองบนโต๊ะแกะสลักเล็กกลางตั่งหลัวฮั่น
นางขมวดคิ้วด้วยความกังวล “นายหญิงน้อย นี่ผ่านมาหลายวันติดกันแล้ว ฮ่องเต้ก็ยังไม่เสด็จมาหาท่าน ส่วนฉุนกุ้ยเหรินผู้นั้นกลับกำลังได้ใจ ท่านไม่กังวลหรือว่าฮ่องเต้จะลืมศาลามู่ตานเสียแล้ว?”
เวินอวิ๋นเหมียนวางบัญชีรายชื่อลง แล้วขยับเข้าใกล้กระถางกำยาน ใช้มือพัดเบา ๆ กลิ่นถานเซียงเป็นกลิ่นที่นางโปรดปรานที่สุด กาลก่อนกลิ่นถานเซียงบนกายคนผู้นั้นทำให้นางรู้สึกสงบใจเป็นพิเศษ บัดนี้ได้กลิ่นอีกครั้ง ก็ช่วยให้นางตั้งสติและไม่หวั่นไหวได้เช่นกัน
