คาดไม่ถึงว่าเวลานี้ ซั่วชุนจากข้างกายฮองเฮาจะมาเยือน “หม่อมฉันถวายบังคมฮ่องเต้”
จวินเฉินอวี้มีสีหน้าเย็นชา “ลุกขึ้นเถิด ดึกดื่นเช่นนี้มาหา มีเรื่องใดจากฮองเฮาหรือ”
ซั่วชุนยกถาดขนมไป๋จื่อเกาและชามาหลิงอย่างนอบน้อม “ทูลฮ่องเต้ ฮองเฮาทรงกังวลว่าพระองค์จะทรงจัดการราชกิจจนดึกดื่น จึงให้หม่อมฉันนำขนมมาถวายเพคะ”
เมื่อเห็นขนมไป๋จื่อเกาอันเป็นเอกลักษณ์กับชาหมาหลิงที่มีเฉพาะในปานเอ่อร์ปู้ จวินเฉินอวี้คล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นได้ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เข้าใจเจตนาของฮองเฮาแล้ว
ซั่วชุนกล่าวเสียงนอบน้อม “วันนี้ว่านกุ้ยเหรินอยู่ที่ตำหนักของเหนียงเหนียง ก็เอ่ยชมชาและขนมนี้ไม่ขาดปากเพคะ”
จวินเฉินอวี้ขมวดคิ้วน้อย ๆ ทว่ามิได้แสดงอารมณ์ออกมา เพียงตรัสเสียงเย็นชา “ฮองเฮามีน้ำใจแล้ว”
เมื่อเห็นซั่วชุนขอตัวออกไป กงกงลู่ก็กล่าวว่า “ฮ่องเต้ ได้ยินมาว่าวันนี้สนมฉุนก็อยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋พ่ะย่ะค่ะ”
แววตาเย็นเยียบของจวินเฉินอวี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วก็เข้าใจความหมายของฮองเฮา
แต่สิ่งที่เขาใส่ใจคือ เวินอวิ๋นเหมียนเองก็เห็นว่าเขาควรโปรดปรานสตรีอื่นด้วยหรือ?
ไม่รู้ด้วยเหตุใด จวินเฉินอวี้พลันรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้ฟังนางพูดด้วยปากตนเองว่าผลักเขาไปหาสตรีอื่น อย่างไรก็ไม่ควรเอาคำพูดของผู้อื่นไปยัดเยียดให้นาง
ท้ายที่สุดจวินเฉินอวี้ก็อ่านฎีกาต่อไม่ไหว “ไปศาลามู่ตาน ดูว่านกุ้ยเหรินเสียหน่อย”
……
กงกงหมิงวิ่งเข้ามาจากด้านนอก “นายหญิงน้อย เมื่อครู่บ่าวเห็นเกี้ยวมังกรของฮ่องเต้มุ่งมาทางนี้ คาดว่าคงจะเสด็จมาศาลามู่ตานของเรา ขอให้นายหญิงน้อยเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ”
