คิ้วตาของเว่ยกุ้ยเหรินคล้ายคลึงกับฮองเฮายิ่งนัก ถึงอย่างไรก็เป็นอาหลานแท้ ๆ
สตรีในตระกูลของพวกนางดูเหมือนจะได้รับการอบรมให้สง่างาม สุขุม อ่อนโยน และรู้ธรรมเนียมกันทุกคน
แม้ฮองเฮาผู้เคยเป็นเช่นนั้นจะถูกวังหลังอันเปรียบเสมือนถังย้อมใหญ่หล่อหลอมจนจิตใจขุ่นมัวไปนานแล้ว แต่เมื่อมองเว่ยกุ้ยเหริน นางก็ยังพอจะนึกถึงภาพของฮองเฮาในวัยเยาว์ได้บ้าง
“ขอบคุณพี่เว่ยที่เตือน ข้าจำไว้แล้ว” เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มตอบนางอย่างจริงใจ
เว่ยกุ้ยเหรินจึงคลี่ยิ้ม “เช่นนั้นก็ดี”
ระหว่างที่กำลังสนทนากัน ซั่วชุนจากตำหนักเฟิ่งอี๋ก็ออกมาเชิญเหล่าเฟยผินเข้าไปด้านใน
ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋เพื่อเสวยโอสถเป็นเพื่อนฮองเฮา ครั้นพวกนางเข้าไป ฮ่องเต้ก็ประทับบนที่นั่งสูงแล้ว
ฮ่องเต้หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ หล่อเหลาและสูงศักดิ์ไปทั่วทั้งกาย รัศมีน่าเกรงขามเฉียบคมของผู้ครองอำนาจแผ่ซ่านออกมา จนผู้คนไม่กล้าสบตา
ฮองเฮาประทับอยู่ข้างพระวรกายเขา งามสง่าและสูงศักดิ์ ใบหน้าก็ดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
นางปลื้มปีติในใจที่ฮ่องเต้ถึงกับตั้งใจอยู่เป็นเพื่อนนางกินยา เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ทุกคนถวายคำนับ ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบเย็น “ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยฮ่องเต้” ทุกคนจึงพากันนั่งลง
ขณะที่ฉุนกุ้ยเหรินกำลังจะนั่ง จวินเฉินอวี้ก็ยื่นมือออกมา นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าด้วยความเขินอายแล้วส่งมือให้เขา
นางชอบแสดงความสนิทสนมกับฮ่องเต้ต่อหน้าผู้คน เพราะรู้ว่านี่คือความโปรดปรานที่มีเพียงนางเท่านั้น
นางยังรู้ด้วยว่าสตรีทุกคนในวังล้วนหวาดกลัวฮ่องเต้ผู้ประทับอยู่เหนือผู้คน มีเพียงนางที่ไม่กลัว
เพราะสำหรับผู้อื่น ฮ่องเต้คือองค์เหนือหัว แต่สำหรับนาง เขาคือสามี
หากมิใช่เพื่อแผ่นดินและประชาราษฎร์ ฮ่องเต้คงไม่ยอมมีหญิงงามสามพันนางเป็นแน่
จวินเฉินอวี้ตรัสตำหนิเล็กน้อย “มือเย็นถึงเพียงนี้? เรามิได้ประทานเตาอุ่นมือหยกอุ่นให้เจ้าหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่พกมาด้วย?”
สิ้นคำ เหล่าเฟยผินทั่วทั้งตำหนักต่างเปลี่ยนสีหน้าไปไม่น้อย
