อวิ๋นหย่างพยักหน้าแล้วอุ้มองค์ชายใหญ่ไว้ในอ้อมแขน “เพคะ”
สิ้นเสียงก็เห็นกงกงหมิงเบี่ยงกายเอ่ยเรียก “ใต้เท้าหมี เชิญเข้ามาเถิด”
สีหน้าของเสียนเฟยและเป่าเยว่เปลี่ยนไปเล็กน้อย หนีอวี้เหิงก็มาด้วยหรือ?
หมอหลวงหลิ่วเหงื่อตก เขากลัวที่สุดว่าจะต้องปะทะกับเจ้าหนุ่มหัวแข็งผู้นี้
ผู้อื่นพูดจาย่อมรู้จักไว้ไมตรีอยู่บ้าง แต่เขาไม่เหมือนใคร มีสิ่งใดก็พูดออกมาตรง ๆ ใครไม่ยอมให้พูด เขาก็ยิ่งจะพูด หากยังไม่ให้พูดอีก เขาก็ยิ่งทำให้ทุกคนรู้กันทั่ว
หมอหลวงหลิ่วไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดคนหนุ่มที่ยังเยาว์วัยเช่นนี้จึงใช้ชีวิตราวกับไม่แยแสว่าจะพังพินาศอยู่เสมอ
อวิ๋นหย่างกลับสงบนิ่ง โชคดีที่เหนียงเหนียงบอกนางล่วงหน้า ให้เรียกหมอหลวงหนีมาด้วย จะได้ตรวจร่างกายองค์ชายใหญ่ต่อหน้าเสียนเฟย
หากยืนยันได้ว่าองค์ชายใหญ่แข็งแรงดี จึงจะพาตัวไปได้
ยามนี้เมื่อเห็นหนีอวี้เหิงเข้ามา เสียนเฟยก็หรี่ตาลงจนแทบสังเกตไม่เห็น
หยวนเฟยเฉลียวฉลาดไม่ต่างจากนางจริง ๆ ทำให้เสียนเฟยรู้สึกราวกับได้พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ
ทว่ายังไม่ถึงเวลาที่ฤทธิ์ยาจะออก ต่อให้หนีอวี้เหิงมีฝีมือเพียงใด ก็ไม่มีทางตรวจพบได้รวดเร็วว่าในร่างองค์ชายใหญ่มียาที่ทำให้ตัวร้อนอยู่
หนีอวี้เหิงจับชีพจรองค์ชายใหญ่และตรวจดูทั่วร่างแล้ว ก็ไม่พบความผิดปกติจริง ๆ ทว่าการไม่พบสิ่งผิดปกติกลับไม่เป็นผลดีต่อหยวนเฟยเหนียงเหนียง
หนีอวี้เหิงเองก็เป็นคนฉลาดหลักแหลม เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เมื่อครู่เสียนเฟยเหนียงเหนียงตรัสว่าอาการขององค์ชายใหญ่ดีขึ้นแล้ว แต่กระหม่อมเห็นว่าพระวรกายยังอ่อนแออยู่ ส่วนอาการบางอย่างก็มิใช่ว่าจะตรวจพบได้ในเวลาอันสั้น”
“เพื่อให้แน่ใจว่าองค์ชายใหญ่ปลอดภัย มิสู้เชิญหมอหลวงหลิ่วไปหอจิ้งซู่พร้อมกับกระหม่อม จะได้ช่วยกันดูแลองค์ชายใหญ่”
หมอหลวงหลิ่วเป็นคนสนิทของเสียนเฟย หากดึงเขาไปด้วย เมื่อถึงเวลาทั้งสองฝ่ายก็ยังพอเป็นพยานให้กันได้
หมอหลวงหลิ่วไม่คิดเลยว่าหนีอวี้เหิงจะชวนตนไปดูแลองค์ชายใหญ่ด้วย แต่เขารู้ว่าเสียนเฟยให้ยาองค์ชายใหญ่ไปแล้ว ครั้นองค์ชายใหญ่ตัวร้อนขึ้นมา เขามิถูกลากลงไปพัวพันด้วยหรือ?
หมอหลวงหลิ่วรีบหันไปมองเสียนเฟย
