เขาใช้ถ้อยคำอ่อนโยนที่สุดในชีวิตพูดกับนาง ยามลูกกระเดือกขยับ หัวใจก็ยังเต้นระรัวไม่ยอมสงบ
หนิงซวงเสวี่ยมองเขา ราวกับมีความทรงจำบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของสมอง นางจ้องเขาด้วยลำคอแห้งผาก รู้สึกคล้ายตนเคยรู้จักบุรุษผู้นี้
“พวกเรา...”
“รู้จักกันหรือไม่?”
ดวงตาจวินเฉินอวี้แดงก่ำ น้ำเสียงแหบพร่า “เจ้าจำข้าไม่ได้แล้วหรือ?”
แม้รู้ว่านางสูญเสียความทรงจำ แต่เมื่อได้ยินนางถามเช่นนี้ จวินเฉินอวี้ก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบในใจอยู่บ้าง
ครั้งหนึ่งเขาเคยจินตนาการว่า หากซวงเสวี่ยยังมีชีวิตอยู่ ยามคนทั้งสองได้พบกันจะตื้นตันเพียงใด ทว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าซวงเสวี่ยจะจำเขาไม่ได้
หนิงซวงเสวี่ยยังมีบาดแผล อีกทั้งแผลเก่าก็กำเริบ ร่างกายจึงอ่อนแรงยิ่ง นางส่ายหน้าเบา ๆ “จำไม่ได้ แต่ข้ากลับรู้สึกอยู่เสมอว่าพวกเราเคยรู้จักกัน”
มุมปากจวินเฉินอวี้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน เขารู้อยู่แล้วว่า ต่อให้ซวงเสวี่ยสูญเสียความทรงจำและจำสิ่งใดไม่ได้ นางก็ไม่มีทางลืมเขาไปอย่างสิ้นเชิง
เขาลูบใบหน้าหนิงซวงเสวี่ย น้ำเสียงสั่นพร่า “ใช่ พวกเราเคยรู้จักกัน”
เขาไม่ได้บอกความสัมพันธ์ในอดีตของพวกเขาโดยตรง อยากค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ถือเสียว่าได้ชดเชยความรู้สึกผิดที่มีต่อซวงเสวี่ยมาตลอดหลายปี แล้วกลับมารักนางอย่างหมดใจอีกครั้ง
หนิงซวงเสวี่ยยิ้มน้อย ๆ “ที่แท้พวกเราก็รู้จักกันจริง ๆ”
มิน่าเล่า ยามนางลืมตาขึ้นและพบเขาเป็นครั้งแรก ในใจก็มีความหวั่นไหวแปลกประหลาดก่อตัวขึ้น
นางคิดว่าเมื่อก่อนตนต้องชอบเขามากแน่
แม้แต่นางเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงลืมเรื่องราวก่อนหน้านี้ไป
“ท่านตั้งใจมาหาข้าหรือ? เช่นนั้นท่านคงรู้ว่าข้าชื่ออะไร บิดามารดาบอกว่าตอนพวกเขาเก็บข้าได้ ข้าบาดเจ็บที่ศีรษะ จึงจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อของตนเองก็ยังจำไม่ได้”
จวินเฉินอวี้ฟังหนิงซวงเสวี่ยพูด สายตาอ่อนโยนจับจ้องนางอย่างอาลัย เขาตั้งใจฟังนางอย่างอดทนมาโดยตลอด
ซวงเสวี่ยยังอยู่ตรงหน้าเขา และพูดคุยกับเขาได้ ฉากเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาได้แต่ปรารถนาในความฝันครั้งแล้วครั้งเล่า
“เจ้าชื่อหนิงซวงเสวี่ย”
แววตาหนิงซวงเสวี่ยไหววูบ “หนิง...ซวง...เสวี่ย?”
นางยิ้มบาง “ไพเราะยิ่งนัก”
“ใช่ ไพเราะยิ่งนัก”
