สายลับเอ่ยอย่างเขินอายว่า “พระสนมหยวนเฟยตรัสว่า นางคิดถึงพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำของสายลับ สีหน้าเย็นชาของจวินเฉินอวี้ก็เปลี่ยนไปในพริบตา...
ลูกกระเดือกของเขาขยับเล็กน้อย มือที่ถือฎีกากำแน่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยอย่างสงบนิ่งว่า “ที่แท้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ต่อไปเรื่องทำนองนี้ก็ไม่ต้องพูดให้มากความ”
สายลับรับคำด้วยความเคารพ แล้วรีบถอยออกไป
ทว่าเมื่อเขาออกไปแล้ว จวินเฉินอวี้กลับหยิบพู่กันขึ้นมาอย่างใจเย็น ทำทีเขียนบ้างหยุดบ้างลงบนกระดาษเซวียนจื่อว่า “คิดถึงเจ้า”
เมื่อมองตัวอักษรบนกระดาษ จวินเฉินอวี้ก็อดยกมุมปากขึ้นมิได้ แววตาฉายประกายลึกล้ำวูบหนึ่ง
คิดถึงเขาหรือ?
มุมปากของจวินเฉินอวี้ยกขึ้นอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
มีอะไรให้คิดถึงกัน เขาก็มิได้จะไม่กลับเมืองหลวงเสียหน่อย
แต่ไม่นานจวินเฉินอวี้ก็กระแอมเบา ๆ แล้วปรับสีหน้าเคร่งขรึม
หลังตรวจฎีกาและรับทราบเรื่องราวทั้งในและนอกเมืองหลวงแล้ว เขาก็สั่งให้อัครมหาเสนาบดีซูจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบจากความอดอยากอันเกิดจากภัยพิบัติน้อยที่สุด
......
ตำหนักเฟิ่งอี๋
ฮองเฮายังทรงยินดีที่ตนสามารถทำให้ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหมู่ชาวบ้านได้ก่อน ทำให้เหล่าขุนนางเข้าใจว่านางเป็นผู้ติดต่อกับคหบดีทั้งหลาย จึงคลี่คลายวิกฤตชั่วคราวในเมืองหลวงได้
ดังนั้นขุนนางย่อมต้องเขียนเรื่องนี้ลงในฎีกาและส่งไปยังชายแดนเหนือ
แต่ก่อนที่ฮองเฮาจะได้ทรงยินดีเต็มที่ ก็เห็นซั่วชุนรีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วกล่าวว่า “เหนียงเหนียง วันนี้มีข่าวจากนอกวังอีกแล้วเจ้าค่ะ โรงทานที่ตั้งกระโจงแจกโจ๊กเหล่านั้นล้วนเป็นของตระกูลกู้ บัดนี้ชื่อเสียงของตระกูลกู้เลื่องลือไปทั่วแล้ว ชาวบ้านต่างซาบซึ้งในบุญคุณ ผลัดกันไปรับข้าวสารและเสบียงที่โรงทานของตระกูลกู้”
“บิดาของเหนียงเหนียงก็ส่งจดหมายมา บอกว่าอัครมหาเสนาบดีซูเขียนเรื่องที่ตระกูลกู้ทำลงในฎีกาของราชสำนักแล้ว และส่งไปยังชายแดนเหนือ”
