หลังจักรพรรดิเสด็จออกรบ วังหลังกลับมิได้สงบลง
หนิงซวงเสวี่ยหลับใหลไปหลายวันกว่าจะฟื้นขึ้นมา ครั้นเห็นผื่นแดงบนใบหน้ายังไม่จางหาย ก็โกรธจนลงโทษหมอหลวงไปหลายคน
ครั้นรู้ว่าฮ่องเต้เสด็จออกรบแล้ว นางก็ยิ่งเดือดดาล ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่วตำหนัก
ทว่าเมื่อรู้ว่าฮ่องเต้ยังทรงให้นางช่วยฮองเฮาดูแลกิจการทั้งหกตำหนักต่อไป อีกทั้งมิได้ให้กุ้ยเฟยมีฐานะเสมอกับนาง นางจึงกลับมาได้ใจ
เหย่าเอ๋อร์ยิ้มกล่าวว่า “ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเหนียงเหนียงจริงแท้”
หนิงซวงเสวี่ยประคองใบหน้าของตน “ฮ่องเต้ทรงโปรดเปิ่นกงก็จริง แต่ผื่นแดงบนใบหน้านี้ไม่รู้เมื่อใดจึงจะหายไม่ได้การ ต้องทำให้ใบหน้าดีขึ้นก่อนฮ่องเต้เสด็จกลับราชสำนัก”
เหมิงชุนเอ่ยขึ้นข้างกายว่า “เหนียงเหนียง บ่าวได้ยินมาว่าชาวบ้านมีตำรับยาลับที่ช่วยให้ผื่นแดงจางลง เหนียงเหนียงลองดูดีหรือไม่”
หนิงซวงเสวี่ยเลิกคิ้ว “แต่เปิ่นกงไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง หากให้สตรีในวังมารักษา เปิ่นกงก็วางใจไม่ได้”
“ตระกูลอวี๋น่าจะช่วยเหนียงเหนียงค้นหาตำรับยาได้กระมัง”
หนิงซวงเสวี่ยส่ายหน้า “ไม่ได้ ตระกูลอวี๋เองก็ไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง”
เพียงนึกถึงโฉมงามเจิดจรัสของกุ้ยเฟย ใจนางก็พลันรู้สึกด้อยกว่า
อยู่เคียงข้างสตรีงามล่มเมืองเช่นนั้น ทั้งยังต้องแบ่งปันสามีผู้เป็นจักรพรรดิ หนิงซวงเสวี่ยรู้ดีแก่ใจ หากมิใช่เพราะฮ่องเต้ยังทรงคำนึงถึงไมตรีในกาลก่อน นางย่อมเทียบกุ้ยเฟยไม่ติด
เมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีที่งามเย้ายวนและเจิดจรัสเกินไป ก็มักถูกข่มรัศมีได้โดยง่าย
แม้หนิงซวงเสวี่ยไม่เคยเอ่ยปาก ทว่าลึกๆ แล้วนางก็เคยลอบริษยากุ้ยเฟย
บัดนี้ใบหน้ายังมีผื่นแดง ยิ่งมิอาจเทียบได้
ไม่ต่างจากลูกเป็ดขี้เหร่ที่ยืนอยู่ต่อหน้าหงส์ขาว
จะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!
หากใบหน้าของนางไม่หายดี เช่นนั้นก็ทำลายใบหน้ากุ้ยเฟยเสียเลย
ขณะคิดเช่นนี้ หนิงซวงเสวี่ยพลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา “เหมิงชุน ให้คนส่งจดหมายไปถึงท่านอ๋องอี้ บอกให้เขาช่วยค้นหาตำรับยาลับให้เปิ่นกงก็ได้”
แววตาของเหมิงชุนไหววูบ กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงช่างเก่งกาจจริงๆ พระสนมหนิงเดินมาติดกับดักเองแล้ว
“เพคะ”
