“ยามเยาว์วัย ข้าเคยเผลอกินยาพิษชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเถาหลัวเฉ่า พิษชนิดนี้กำจัดให้หมดไปไม่ได้ จึงตกค้างอยู่ในร่างกายมาตลอด”
“ข้าเคยได้ยินหมอคนอื่นกล่าวว่า หากวันหน้าข้าตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตร พิษนี้จะถ่ายทอดผ่านเลือดไปยังเด็กในครรภ์ หากร้ายแรง เด็กจะใจสั่นอ่อนแรง แขนขากระตุก และสิ้นลมหายใจในที่สุด”
ชาติภพก่อน ก่อนถึงกำหนดคลอดพอดี หนีอวี้เหิงถูกส่งไปยังไถซานเพื่อถวายการรักษาพระวรกายไทเฮา
เมื่อเขากลับมา องค์ชายรองของนางก็ถูกส่งไปยังตำหนักฉินฮวา ซึ่งเป็นสถานที่เลี้ยงดูเหล่าองค์ชายโดยเฉพาะ มีหมอหลวงคอยปรนนิบัติ แม้แต่นางเองก็ยังไม่มีโอกาสพบลูกบ่อยนัก
คืนหนึ่ง จู่ ๆ นางก็รู้สึกกระสับกระส่ายจนหลับไม่ลง จึงหลบเลี่ยงผู้คนทั้งหมดไปยังตำหนักฉินฮวา แล้วได้เห็นลูกของตนหน้าซีดเขียวคล้ำ ราวกับใกล้สิ้นใจเต็มที
ยามนั้นนางมีเรื่องบาดหมางกับฮ่องเต้เพราะเรื่องจวนโหว จึงเสื่อมพระเมตตา ครั้นไร้ที่พึ่งจึงไปขอความช่วยเหลือจากตำหนักเฟิ่งอี๋
โชคดีที่คืนนั้นฮองเฮายังมิได้บรรทม เมื่อได้ฟังคำร้องขอของนาง ก็เรียกหมอหลวงที่ดูแลตำหนักฉินฮวาเข้าวังในยามวิกาล จึงช่วยให้ลูกของนางรอดพ้นจากความตายได้
ตอนนั้นเองนางจึงรู้ว่า ที่แท้ลูกมีโรคหัวใจ
หากฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้ องค์ชายรองของนางก็หมดสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยสิ้นเชิง
ผู้ที่จะเป็นจักรพรรดิต้องเพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ ทว่าองค์ชายรองมีโรคหัวใจ จึงไม่อาจฝึกวรยุทธ์ไปชั่วชีวิต
ยังดีที่ฮองเฮาช่วยปกปิดความลับนี้ให้นาง
ชาตินี้หากเรื่องยังเป็นเช่นเดิม ไม่ให้กำเนิดลูกเสียยังจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องให้เด็กทนทุกข์
หนีอวี้เหิงฟังคำของเวินอวิ๋นเหมียนจบก็ขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ “เหตุใดในร่างนายหญิงน้อยจึงมีเถาหลัวเฉ่า? ผู้ใดบอกนายหญิงน้อยว่ามีพิษตกค้างในร่างหรือ?”
