อวี้กุ้ยเหรินตามหาอยู่รอบหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นเงาของฉินกุ้ยเหริน
เมื่อมองดูรอบด้านที่มืดสนิท ทั้งยังไม่มีทหารลาดตระเวนผ่านมาทางนี้ นางก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ จึงกำผ้าเช็ดหน้าแล้วหันไปกล่าวว่า “ช่างเถิด พวกเรากลับกันก่อน”
นางกำนัลขานรับ “เพคะ”
ยามหันหลัง แววตาของอวี้กุ้ยเหรินเผยความนัยบางอย่างอย่างแนบเนียน
ภายในเรือนหลาน
เวินอวิ๋นเหมียนรออยู่นาน แต่ฉินกุ้ยเหรินก็ยังไม่มาพบนาง แม้แต่ทางกงกงหมิงก็ยังไม่ได้รับจดหมายที่ลั่วเยี่ยนส่งคนมาส่ง
หลังจากอวิ๋นหย่างปรนนิบัติเวินอวิ๋นเหมียนอาบน้ำเสร็จ ก็จุดกำยานขึ้น “วันนี้ตำหนักพักแรมฝนตกหนัก ความชื้นสูง จุดกำยานสักหน่อยจะได้ช่วยขจัดกลิ่นอับเพคะ”
เวินอวิ๋นเหมียนขานรับ นางเปลี่ยนมาสวมกระโปรงผ้าไหมสีเขียวอ่อน ผมดำขลับยาวสลวยทิ้งตัวลงกลางหลัง เมื่อเห็นอวิ๋นหย่างจุดกำยาน นางก็เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ใช้กำยานจันทน์หอมอีกแล้วหรือ”
“เหตุใดเหนียงเหนียงจึงโปรดกำยานจันทน์หอมนักเพคะ” อวิ๋นหย่างยิ้มพลางเงยหน้าขึ้น
“ช่วยให้ใจสงบได้” เวินอวิ๋นเหมียนให้อวิ๋นหย่างเลื่อนกระถางกำยานเข้ามาใกล้อีกหน่อย
นางเองก็หวาดกลัว การอยู่ในวังหลวง ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะไม่หวาดกลัวได้อย่างไร
เมื่อกลิ่นกำยานจันทน์หอมอบอวลอยู่ปลายจมูก เวินอวิ๋นเหมียนก็สูดลมหายใจเข้าอย่างโหยหา ราวกับกลิ่นหอมซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย ทำให้นางผ่อนคลายได้ชั่วขณะ
“กำยานจันทน์หอมมีสรรพคุณทำให้ใจสงบด้วยหรือเพคะ” อวิ๋นเฟยกำลังจัดผ้าห่มแพรให้เวินอวิ๋นเหมียน นางยิ้มพลางหันกลับมาถาม
เวินอวิ๋นเหมียนมองนางอย่างอ่อนโยน มิได้กล่าวสิ่งใด
จากนั้นนางก็เรียกกงกงหมิงเข้ามา “คืนนี้เจ้าจงส่งคนเฝ้าอยู่ด้านนอกตลอดเวลา หากมีข่าวใดให้รีบมารายงานทันที”
“อีกอย่าง เรื่องที่ข้ามอบหมายให้เจ้า อย่าได้ลืม”
