เมื่อได้ยินเช่นนี้ เวินอวิ๋นเหมียนก็หัวเราะออกมา
จวินเฉินอวี้โอบเอวคอดบางของนางไว้
เมื่อมองโฉมงามในอ้อมแขนที่ยามแย้มยิ้มช่างงดงามจับตา เขาก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “พรุ่งนี้เช้าตามธรรมเนียมแล้ว เราต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮา นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าได้พบไทเฮา ไม่ว่าไทเฮาจะตรัสสิ่งใด เราจะคุ้มครองเจ้าเอง ไม่ต้องหวาดกลัว”
ดวงตากระจ่างใสของเวินอวิ๋นเหมียนจับจ้องจวินเฉินอวี้
ไทเฮาผู้สูงส่งเหนือผู้ใดในชาติภพก่อนผู้นั้นช่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก นอกจากจะประสูติจากฮองเฮาแห่งตำหนักกลาง มีฐานะสูงศักดิ์ยิ่งแล้ว นิสัยยังแข็งกร้าวอย่างยิ่งอีกด้วย
แม้จวินเฉินอวี้จะเคารพพระมารดาของตนยิ่งนัก แต่เขาก็มิใช่คนที่จะยอมให้ผู้อื่นมาชี้นิ้วสั่งการอยู่เหนือศีรษะได้ตามใจ
ดังนั้น หลังจากไทเฮาทรงขัดแย้งกับจวินเฉินอวี้อยู่หลายครั้ง จึงเสด็จมาประทับ ณ ตำหนักพักผ่อน
และเพราะระยะห่างระหว่างมารดากับบุตรเพิ่มขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับผ่อนคลายลง
เมื่อมาถึงที่นี่ โดยเฉพาะสตรีเช่นนางที่เชี่ยวชาญการล่อลวงฮ่องเต้ ย่อมเป็นเสี้ยนหนามตำตาของไทเฮาอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้น ก่อนมาที่นี่ เวินอวิ๋นเหมียนจึงเตรียมใจไว้แล้ว
วันพรุ่งนี้ คงเป็นศึกหนักที่ต้องเผชิญ
เมื่อได้สติ จวินเฉินอวี้ก็อุ้มเวินอวิ๋นเหมียนไปวางบนเตียง จากนั้นจึงไปอาบน้ำอย่างรู้งาน
เวินอวิ๋นเหมียนชะงักไปครู่หนึ่ง ความคิดพลิกผันไปมานับร้อย
หรืออีกประเดี๋ยวยังต้องถวายการปรนนิบัติอีกหรือ?
เรื่องที่ตั้งครรภ์อยู่ก็ไม่อาจบอกจวินเฉินอวี้ ยังต้องหาทางปฏิเสธการปรนนิบัติอีก ช่างทำให้นางครุ่นคิดจนแทบหมดปัญญา
