เมื่อกลับถึงตำหนัก เวินอวิ๋นเหมียนยังคงรู้สึกสับสนอยู่ในใจ
เดิมทีนางคิดจะให้หยุนหย่างไปสืบข่าว ทว่ากลับไม่รู้ว่าควรเริ่มถามจากที่ใด
เรื่องนี้ช่างราวกับมีเมฆหมอกปกคลุมในใจ ยากจะหยั่งรู้
บางทีเป่าเยว่คงภักดีต่อนายจริง ๆ
ช่างเถิด เรื่องนี้พักไว้ก่อน
ยามนี้ คู่แข่งสองคนในวังของนาง คนหนึ่งคือหนิงฉือจินที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ส่วนตาอิ้งสกุลเฉียวก็ถูกกักบริเวณ
ไม่รู้ว่านึกถึงสิ่งใดขึ้นมา เวินอวิ๋นเหมียนก็เอ่ยกับหยุนหย่างขึ้นกะทันหันว่า “ให้คนไปจับตาดูตาอิ้งสกุลเฉียวอย่างลับ ๆ”
แม้หยุนหย่างจะสงสัย แต่ก็รีบรับคำ
……
หลายวันมานี้ ในวังเงียบสงบขึ้นไม่น้อย ฮองเฮาพ้นจากการถูกกักบริเวณแล้ว ประกอบกับองค์ชายรองร่างกายอ่อนแอ นางจึงเชิญฮ่องเต้ไปยังตำหนักเฟิ่งอี๋
ถึงอย่างไรจวินเฉินอวี้กับฮองเฮาก็มีบุตรด้วยกัน แม้เหตุการณ์การสอบขุนนางคราก่อนทำให้ฮองเฮาเสื่อมพระกรุณา แต่เมื่อฮ่องเต้เสด็จไปเยี่ยมองค์ชายรองบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮองเฮาก็ค่อย ๆ คลี่คลายลง
เมื่อฮองเฮาเห็นว่าฮ่องเต้ปฏิบัติต่อนางดีขึ้นบ้าง นางจึงคิดว่าหากสามารถรั้งฮ่องเต้ไว้ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ได้ก็คงดีที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น หากฮ่องเต้ไม่โปรดปรานเฟยผินหน้าใหม่ที่งามสะดุดตาเหล่านั้นได้ก็ยิ่งดี!
ดังนั้นนางจึงต้องยึดฮ่องเต้ไว้กับตน
บัดนี้กุ้ยเฟยกลับมาได้รับความโปรดปรานอีกครั้ง หรงเฟยก็ยอมสวามิภักดิ์ นอกจากสองคนนี้แล้ว เฟยผินหน้าใหม่ยังทยอยมาเข้าเฝ้าถวายคำนับ ฮองเฮาจึงไม่ตึงเครียดเหมือนก่อน
ยามค่ำ ฮองเฮาคิดจะรั้งฮ่องเต้ให้ประทับค้างคืน
นับจากคราวที่ตั้งครรภ์องค์ชายรอง จวินเฉินอวี้ก็ไม่เคยแตะต้องฮองเฮาอีกเลย
หรงเฟยพูดไม่ผิด นางต้องได้รับความโปรดปราน จึงจะไม่ถูกเหล่าสนมคนโปรดเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้า
ดังนั้นวันนี้ฮองเฮาจึงตั้งใจแต่งกายเป็นพิเศษ
ได้ยินว่าช่วงนี้ฮ่องเต้ประทับอยู่ในตำหนักของเวินอวิ๋นเหมียนตลอด เมื่อร่วมหมอนกับสตรีคนเดิมนานเข้า ฮ่องเต้ย่อมเบื่อหน่ายได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ฮองเฮาจึงมั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะได้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้
