“นี่คือท่าทีที่ฮ่องเต้ใช้ปลอบคนหรือ?”
จวินเฉินอวี้หัวเราะเบา ๆ ทว่ามือเรียวยาวกลับเลื่อนลงอย่างกะทันหัน ลูบไล้ไปตามเอวคอดของนาง...
เลื่อนต่ำลงไปอีก...
ทันใดนั้นร่างของเวินอวิ๋นเหมียนก็สั่นสะท้าน ขนตาของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำขึ้นในพริบตา ทว่าริมฝีปากกลับอดส่งเสียงครางแผ่วเบาไม่ได้
นางกุมมือเขาไว้ ส่ายหน้าอย่างลนลาน “อย่า...”
“เหตุใดจึงไม่เอา?” จวินเฉินอวี้งับติ่งหูขาวดุจหยกของนาง เสียงอ่อนหวานแผ่วพร่าของเวินอวิ๋นเหมียนดังอยู่ข้างหูเขา
ภายในเรือนพัก กิ่งไม้กิ่งหนึ่งไหวเอนตามแรงลม ก่อนจะร่วงลงสู่ตาน้ำพุ
ระลอกคลื่นแผ่กระเพื่อมเป็นชั้น ๆ ในส่วนลึกของสายน้ำ
แต่สายลมไม่เคยหยุดพัก กิ่งไม้นั้นจึงทำได้เพียงแกว่งไกวไปมาอยู่ในตาน้ำพุไม่รู้จบ
ภายในตาน้ำพุมีแต่เสียงสายน้ำไหล
วันรุ่งขึ้น เวินอวิ๋นเหมียนเหนื่อยล้าไปทั้งร่าง
ยามนางนั่งลง เสวี่ยขุยก็รีบก้าวเข้ามา “เหนียงเหนียง”
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เวินอวิ๋นเหมียนก็เดาได้ว่าทางอวิ๋นเจี้ยนคงมีข่าวแล้ว
ภายในและรอบเรือนพักเต็มไปด้วยคนจากวัง เวินอวิ๋นเหมียนต้องหาทางออกไปข้างนอกสักครั้ง
ดังนั้นนางจึงไปหาจวินเฉินอวี้ด้วยตนเอง
จวินเฉินอวี้ยังคงพบขุนนางและรองแม่ทัพอยู่ ทว่าก็ยังมีรับสั่งให้เวินอวิ๋นเหมียนเข้ามา
เหล่าขุนนางและรองแม่ทัพรีบถวายคำนับ คนส่วนใหญ่ที่ยืนอยู่ที่นี่เป็นขุนนางท้องถิ่น พวกเขาไม่เคยเห็นกุ้ยเฟยจากเมืองหลวงมาก่อนด้วยซ้ำ รู้เพียงว่ากุ้ยเฟยผู้นี้เป็นที่โปรดปรานเหนือสตรีทั้งหกตำหนัก และเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ทะนุถนอมดุจวางไว้กลางฝ่าพระหัตถ์
ครั้นได้เห็นกุ้ยเฟย ทุกคนต่างตะลึงงัน แม้แต่ตอนถวายคำนับก็แทบลืมละสายตากลับคืน
