เสี่ยวฉางจื่อกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “ทางไทเฮามีรับสั่งว่า ให้เสียนเฟยไม่ต้องดูแลกิจการทั้งหกตำหนักอีกต่อไป ทุกอย่างจะอยู่ในความดูแลของไทเฮาและฮองเฮา อีกทั้งไทเฮายังรับสั่งให้เสียนเฟยทบทวนตนเองให้ดีพ่ะย่ะค่ะ”
เสียนเฟยชะงักงันไปทันที นางวางสมุดในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร?”
เสี่ยวฉางจื่อก้มหน้าลง “บ่าวมิได้พูดเหลวไหล นี่เป็นพระราชโองการจากทางไทเฮาจริงพ่ะย่ะค่ะ”
เสียนเฟยโกรธจนแทบข่มไว้ไม่อยู่ “แล้วหยางกุ้ยเหรินเล่า?”
“ในวังไม่มีหยางกุ้ยเหรินแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
เสียนเฟยตะลึงงัน “หมายความว่าอย่างไร ถูกสังหารแล้วหรือ?”
เสี่ยวฉางจื่อรีบส่ายหน้า “มิใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ไทเฮามีรับสั่งลดขั้นนางเป็นฉางจ้าย”
เสียนเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนสั่งให้เสี่ยวฉางจื่อเล่าเรื่องที่สืบรู้มาในวันนี้ทั้งหมด
เสี่ยวฉางจื่อทูลเล่าอย่างนอบน้อม
เมื่อได้ฟังคำของเสี่ยวฉางจื่อ เสียนเฟยก็ยกมือปัดถ้วยชาตกลงพื้นทันที
พระสนมหยวนเฟย...ดีนัก!
นางเสียท่าให้พระสนมหยวนเฟยอีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ครานี้เห็นได้ชัดว่าไทเฮาโปรดปรานพระสนมหยวนเฟยยิ่งกว่าเดิม
ดูท่าหญิงชราเจ้าเล่ห์อย่างไทเฮาก็ถึงเวลาต้องหาทางให้สิ้นเรี่ยวแรงบ้างแล้ว หากปล่อยให้นางควบคุมฝ่ายในเช่นนี้ต่อไป นางจะเลื่อนขั้นได้อย่างไร
……
หลายวันมานี้ เสียนเฟยกับหยางฉางจ้ายต่างสงบเสงี่ยมลง บรรยากาศในวังก็สงบขึ้นบ้าง
เวินอวิ๋นเหมียนอาศัยช่วงเวลานี้คอยติดตามสถานการณ์นอกวังอยู่เสมอ
ท่านน้าส่งจดหมายกลับมาบอกว่า หลังเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองเหยียนโจว บริเวณใกล้เคียงเมืองเหยียนโจวก็พบตั๊กแตนจำนวนไม่น้อย
เวินอวิ๋นเหมียนอาศัยความทรงจำ รำลึกถึงสถานที่ซึ่งตั๊กแตนระบาดหนัก และวิธีรับมือที่ได้ผลรวดเร็วที่สุด
ภัยตั๊กแตนในชาติก่อนร้ายแรงยิ่งนัก พื้นที่ได้รับผลกระทบกว้างขวางกว่าเดิม ชาวบ้านเก็บเกี่ยวไม่ได้แม้แต่เมล็ดข้าว ทั้งยังตกอยู่ในความทุกข์ยาก
เวลานั้นภัยตั๊กแตนประกอบกับภัยแล้งครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดทุพภิกขภัยร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
หนทางรับมือภัยตั๊กแตนนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ขุนนางและชาวบ้านนับไม่ถ้วนต้องแลกมาด้วยชีวิตในชาติก่อน
