นางชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาเผยความคิดบางอย่างออกมา “ไม่ทราบว่าฮ่องเต้โปรดองค์ชายหรือองค์หญิงมากกว่ากันเพคะ?”
สายตาของจวินเฉินอวี้ที่ทอดมองหนังสือหยุดค้างอยู่ครู่หนึ่ง ภาพใบหน้าขาวผ่องงดงามของสตรีผู้พิงอยู่ข้างหน้าต่างแกะสลักพลันผุดขึ้นในใจ
นับแต่ครั้งก่อนที่พบว่านางมิใช่สตรีผู้ไม่รู้อะไรเลย นางก็เริ่มมีความพิเศษขึ้นมาเล็กน้อยในใจจวินเฉินอวี้
ไม่รู้ว่ายามนี้นางกำลังทำสิ่งใดอยู่?
กำลังนั่งอ่านหนังสือบนตั่งนุ่มอย่างสบายอารมณ์ โดยใช้มือเท้าคางอยู่เพียงลำพัง หรือกำลังศึกษาวิธีเล่นหมากล้อม รอให้เขาไปหาอีกครั้งกันนะ
“ฮ่องเต้...” สูกุ้ยเหรินเห็นฮ่องเต้ไม่ตอบ จึงเอ่ยเรียกเสียงเบา
จวินเฉินอวี้ได้สติกลับมา “ไม่ว่าองค์ชายหรือองค์หญิง เราล้วนโปรดทั้งนั้น”
สูกุ้ยเหรินเม้มริมฝีปากยิ้ม ก่อนขยับไปนั่งข้างกายจวินเฉินอวี้
ช่วงนี้ราชกิจของจวินเฉินอวี้มีเรื่องให้กังวลอยู่บ้าง เขาคิดอยากหาคนมาระบายความในใจ ครั้นเห็นหิมะด้านนอกคล้ายกำลังละลาย บรรยากาศชวนหดหู่ จึงพลันเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกว่า “ตะเกียงริบหรี่ส่องสว่างวูบไหว หมอนเอียงข้างกาย ข้าลิ้มรสความเดียวดายยามหลับเพียงลำพังจนสิ้นแล้ว①”
สูกุ้ยเหรินชะงักไป ดวงตาเต็มไปด้วยความงุนงง
แม้นางจะกำเนิดในตระกูลสูงศักดิ์ แต่ไม่เคยอ่านตำราอะไรนัก ตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่นางเรียนรู้มีเพียงคุณธรรมและข้อพึงปฏิบัติของสตรี ทุกวันมีคนพร่ำสอนว่านางควรปรนนิบัติองค์จักรพรรดิอย่างไร จึงจะเป็นพระสนมที่เพียบพร้อม
ความเศร้าหมองที่ผุดขึ้นในใจจวินเฉินอวี้มิได้มีสูกุ้ยเหรินเข้าใจ เขากลับยิ่งคิดถึงว่านกุ้ยเหรินขึ้นมา
สูกุ้ยเหรินกลับเอ่ยอย่างเขินอายว่า “ฮ่องเต้ วันนี้หม่อมฉันรู้สึกราวกับสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของลูกในครรภ์แล้วเพคะ พระองค์ลองแตะดูได้หรือไม่?”
