เมื่อถึงตำหนักบรรทม ฉินเจาช่วยจัดผ้าห่มให้นาง แล้วนั่งอยู่ข้างกายครู่หนึ่งก่อนจากไป
แม้ยามจวินเฉินอวี้มาถึงแคว้นเหนือ ฉินเจาจะร้อนใจอยู่บ้างเพราะเวินอวิ๋นเหมียน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านาง เขาก็ยังรักและทะนุถนอมนางเช่นเดิม
เขาไม่ต้องการใช้วิธีบังคับหรือฉวยโอกาสยามนางตกทุกข์ได้ยากเพื่อให้ได้นางมา
หลังเขาออกไป เวินอวิ๋นเหมียนก็ลุกขึ้น
แววตาของนางประหนึ่งถูกสายน้ำอุ่นชโลม จนไร้เหลี่ยมคมใด ๆ
ค่ำคืนนี้นางมีความสุขและผ่อนคลาย
เป็นค่ำคืนที่ทำให้นางไม่ต้องขึงขัง ไม่ต้องสิ้นเปลืองความคิดไปกับการวางแผนหรือทำสิ่งใดเพื่ออนาคต
เทศกาลโคมบุปผา เป็นคืนที่ยากจะลืมเลือน
“ฮูหยิน?” เสียงเยว่จู๋ดังมาจากด้านนอก เมื่อเวินอวิ๋นเหมียนได้ยินนางเรียกเช่นนี้ ก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นสายลับมาขอพบนาง
“เข้ามา”
เวินอวิ๋นเหมียนลุกขึ้น สวมกระโปรงยาวสีหยก เส้นผมยาวสยายถึงบ่า ยิ่งขับให้แนวไหล่และลำคอดูบอบบางอ่อนช้อย
สายลับเร่งฝีเท้าเข้ามา
แท้จริงแล้วนางกับอวิ๋นเจี้ยนเป็นหนึ่งเดียวกันมาโดยตลอด นี่คือความเข้าอกเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ ซึ่งมีมาตั้งแต่ชาติก่อน
ตั้งแต่ต้นจนจบ นางมองอวิ๋นเจี้ยนเป็นอีกตัวตนหนึ่งของตน ไม่เคยคลางแคลงแม้แต่น้อย หากเชื่อใจเขาอย่างหมดหัวใจ
ดังนั้นสายลับที่อวิ๋นเจี้ยนฝึกฝนขึ้นมาตามแบบแผนจากชาติก่อน ล้วนเป็นคนที่เวินอวิ๋นเหมียนใช้งานมาโดยตลอดตั้งแต่ชาติก่อนเช่นกัน
บัดนี้สายลับเพิ่งติดตามนางมาหยั่งรากในแคว้นเหนือได้ไม่นาน การสืบข่าวบางอย่างจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
หาไม่แล้ว เวินอวิ๋นเหมียนคงไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบถึงเพียงนี้
“สืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
สายลับกล่าวอย่างนอบน้อม “เรียนฮูหยิน สายลับที่จัดวางไว้ตามเส้นทางจากเทียนเฉาถึงแคว้นเหนือเริ่มปฏิบัติงานได้อย่างเป็นระบบแล้ว คืนนี้มีข่าวมาว่า ขบวนเสด็จของจักรพรรดิแห่งเทียนเฉากำลังมุ่งหน้ามายังแคว้นเหนือ”
