เยว่เฮ่อกุยกลับถึงโรงเตี๊ยม มู่หรงเย่ก็รีบเดินเข้ามาหา “เฮ่อกุย ท่านพ่อส่งจดหมายมา บอกว่าพบเบาะแสอย่างหนึ่งในจดหมายที่อาจารย์เยว่ทิ้งไว้”
สีหน้าเยว่เฮ่อกุยเปลี่ยนไป เขารีบรับจดหมายมาเปิดอ่านทันที
“ช่วงเอวมีปานชาดเม็ดหนึ่ง”
ดวงตาเยว่เฮ่อกุยเป็นประกาย “ดีเลย! คราวนี้แค่ตรวจดูว่าช่วงเอวของซื่อจื่อสกุลเซี่ยมีปานชาดหรือไม่ ก็ยืนยันได้แล้วว่าใช่พี่ชายหรือเปล่า”
“คืนนี้พวกเราไปจวนหย่งหนิงโหวกันสักเที่ยว”
งานถวายพระพรต้องกินเวลาหนึ่งเดือน ยามนี้ยังทันการณ์ เขาจึงอยากไปดูให้ชัดเจน เพราะความปรารถนาสูงสุดของเสด็จแม่ก่อนสิ้นพระชนม์ คือการตามหาพี่ชายให้พบ
เยว่เฮ่อกุยเปลี่ยนเสื้อผ้า พอเปิดประตูออกก็เห็นเยว่หานอินยืนหน้ามุ่ยอยู่ด้านนอก
“อ๊า!”
เยว่เฮ่อกุยสะดุ้งโหยง พอตั้งสติได้ก็ยกมือกุมขมับ พลางถอนใจ “นี่ เยว่หานอิน เจ้าคิดจะทำให้ใครตกใจตายกันหรือ”
เยว่หานอินพูดเสียงอู้อี้อย่างหดหู่ “เสด็จพี่ เมื่อคืนข้าโง่เขลาเกินไป วันนี้ข้าได้ยินว่าสนมในวังผู้นั้นฆ่าตัวตายแล้ว”
เยว่เฮ่อกุยชะงักไปเล็กน้อย ที่แคว้นเหนือเขาเห็นเล่ห์กลเช่นนี้จนชินตา จึงเข้าใจดีว่าเรื่องนี้มีคนฉวยโอกาสใช้แผนซ้อนแผน
เยว่เฮ่อกุยรู้ว่ามู่หรงเย่เก่งเรื่องปลอบนางที่สุด จึงเอ่ยไปว่า “มู่หรงเย่ เจ้าช่วยปลอบยัยโง่นี่หน่อย”
จากนั้นเขาก็รีบออกจากโรงเตี๊ยม
……
ยามค่ำคืน ฝนตกหนัก
จวนหย่งหนิงโหว ร่างหนึ่งในชุดรัดกุมสีดำร่อนลงพื้นอย่างมั่นคง ทว่าเพิ่งมาถึงก็เปียกโชกเป็นลูกหมาตกน้ำ เพราะไม่ได้พกร่มมาด้วย
