ฉินเจาลูบศีรษะเจ้าสุนัขน้อย ดวงตาคมกริบฉายแววอ่อนโยนที่หาได้ยาก “อยู่เป็นเพื่อนเจ้านายของเจ้าให้ดี”
เสี่ยวหูราวกับฟังเข้าใจ มันเอาศีรษะถูไถฝ่ามือเขาอย่างว่าง่าย
เขาใช้ดาบกับกระบี่พยุงตัวลุกขึ้น เดิมทีเพียงอยากมองนางอีกสักครั้ง
จนกระทั่งเซียวอิ่งหลบคนเฝ้าประตูตำหนักหลักเข้ามา จึงเห็นเจ้านายยืนมองพระสนมเหวี่ยนอยู่ที่เดิม
เซียวอิ่งคอยรับอยู่ด้านนอก รออยู่นานก็ไม่เห็นเจ้านายออกมา การลอบเข้าไปในตำหนักเหยาหวายามค่ำคืน หากเรื่องแพร่งพรายออกไปคงไม่ใช่เรื่องเล็ก
เจ้านายไม่ยอมออกมา เขาจึงทำได้เพียงเข้าไปตาม
“นายท่าน ถึงเวลาไปแล้ว หากช้ากว่านี้ คนของฮ่องเต้คงมาถึงแน่”
“รู้แล้ว” ฉินเจาเอ่ยตอบ ทว่าร่างกายกลับไม่ขยับ
เซียวอิ่ง…
“นายท่าน ต้องไปแล้วจริง ๆ”
ฉินเจาขมวดคิ้ว ดวงตาเย็นชาคมกริบฉายแววไม่พอใจ “เปิ่นหวังย่อมรู้จักประมาณตน”
เซียวอิ่ง “…”
รู้จักประมาณตนแล้วเหตุใดยังยืนนิ่งไม่ขยับเล่า…
จนปัญญา เซียวอิ่งจึงต้องงัดไม้ตายออกมา “นายท่าน หากช้ากว่านี้ เกรงว่าจะมีข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับพระสนมเหวี่ยนแพร่ออกไป”
สิ้นเสียง ร่างสูงโปร่งของฉินเจาก็ขยับในที่สุด
“เช่นนั้นอีกสองวันเปิ่นหวังจะมาเยี่ยมนาง” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ก่อนจากไป ฉินเจาหยิบกระดาษบนโต๊ะของนางขึ้นมาอย่างส่ง ๆ แล้วเขียนอักษรสองคำลงไป
เห็นแก่ที่เซี่ยอวิ๋นเจี้ยนออกแรงช่วยเหมียนเหมียน เขาจึงให้โอกาสอีกฝ่ายได้แสดงฝีมือต่อหน้าเหมียนเหมียนสักครั้ง
นี่ก็นับว่า…แข่งขันกันอย่างยุติธรรมกระมัง?
เซียวอิ่งออกไปเฝ้าต่อก่อน
ไม่นานนัก ก็เห็นเจ้านายเดินออกมา
ครั้นเห็นใบหน้าฉินเจา เซียวอิ่งก็หรี่ตาลงฉับพลัน เพราะเพิ่งสังเกตว่าใบหน้าของเจ้านายมีรอยแผล ทั้งสีหน้ายังซีดเผือดอย่างยิ่ง
เซียวอิ่งใจสะท้าน รีบก้าวเข้าไปหา “นายท่าน”
ฉินเจาส่งดาบกับกระบี่ให้เขา แล้วอาศัยเซียวอิ่งประคองจึงยืนได้อย่างทุลักทุเล
สายตาเซียวอิ่งหยุดอยู่ตรงสีเข้มกว่าผืนผ้าบนเสื้อคลุมรัดกุมสีดำสนิท
