หลังอวิ๋นหย่างเก็บจดหมายเรียบร้อย เวินอวิ๋นเหมียนก็เอ่ยกำชับนางเสียงเบาอยู่หลายคำ
“ต่อจากนี้ พวกเจ้ากับข้าจะร่วมแสดงละครฉากสุดท้าย จากนั้นนายบ่าวอย่างเราก็ต้องแยกจากกันแล้ว”
อวิ๋นหย่างน้ำตาคลอ “เหนียงเหนียงทรงสูงศักดิ์ หากออกจากวังไปโดยไม่มีบ่าวคอยดูแล จะทรงปรับตัวได้อย่างไร”
แววตาของเวินอวิ๋นเหมียนอ่อนโยน “การอยู่ในวังต่างหาก จึงจะช่วยข้าได้อย่างแท้จริง”
นางบอกแผนการแก่อวิ๋นหย่างเสียงเบา ก่อนจะกล่าวว่า “นี่คือการแสดงฉากสุดท้าย”
อวิ๋นหย่างเข้าใจความหมายของเหนียงเหนียง จึงพยักหน้าทันที “เจ้าค่ะ”
……
ตำหนักเหยาหวา
หนิงซวงเสวี่ยนั่งอยู่ภายในตำหนัก ใบหน้าอ่อนแอแฝงไว้ด้วยความเคียดแค้น ไม่รู้ว่าฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องที่เวินอวิ๋นเหมียนใส่ร้ายนางแล้วหรือยัง เหตุใดคนของฮองเฮาจึงยังไม่มารายงานนางเสียที!
ยามนี้แม้ดื่มชาก็ยังรู้สึกจืดชืด ในใจอึดอัดว้าวุ่น หมิงชุนก็เร่งฝีเท้าเข้ามา “เหนียงเหนียง”
เห็นนางมีท่าทีรีบร้อน หนิงซวงเสวี่ยก็ขมวดคิ้ว “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
หมิงชุนกล่าวเสียงเบา “บ่าวได้ยินมาว่า กุ้ยเฟยไปขอร้องไทเฮา แล้วชิงให้คนเขียนเรื่องของเหนียงเหนียงกับอี้หวางลงในจดหมายก่อน ทั้งยังแต่งเติมบิดเบือน คิดว่าฮ่องเต้คงทรงเชื่อว่าเหนียงเหนียงทำเรื่องบัดสีเช่นนั้นจริง ๆ แล้ว”
หนิงซวงเสวี่ยตบโต๊ะดังปัง “เจ้าว่าอะไรนะ!”
นังแพศยานั่นกล้าใช้เล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายเช่นนี้เชียวหรือ!
หนิงซวงเสวี่ยโกรธจนอกกระเพื่อม นางกัดฟันแน่น “นางใช้ยาพิษทำลายโฉมข้าไปแล้ว บัดนี้ยังจะใส่ร้ายข้าเช่นนี้อีก!”
หนิงซวงเสวี่ยข่มความโกรธไว้ไม่อยู่ จึงสั่งทันที “เจ้าไปติดสินบนทหารยามที่เฝ้าข้า ข้าจะไปพบเวินอวิ๋นเหมียน!”
นางจะต้องสั่งสอนนังแพศยานั่นให้สาสม
หมิงชุนรีบกล่าว “เหนียงเหนียง อย่าเสด็จไปเลยเพคะ กุ้ยเฟยผู้นั้นมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เหนียงเหนียงจะรับมือนางได้อย่างไร อีกทั้งฮ่องเต้กำลังจะเสด็จกลับเมืองหลวง หากก่อเรื่องขึ้นมาเช่นนี้ จะไม่เป็นผลดีเอานะเพคะ”
